Green Architecture: the Sustainability Challenge # 2

การประเมิน Green buildings

หน่วยงาน BRE (Building Research Establishment) ในประเทศอังกฤษ ได้เสนอ 3 ชุดของเกณฑ์การประเมินผลอาคารสีเขียวดังจะกล่าวต่อไป โดยอาคารที่ผ่านเกณฑ์นี้จะส่งผลทางบวกแก่เจ้าของอาคารในแง่ต่างๆ เช่น 1) การส่งเสริมภาพพจน์ขององค์กร 2) การสร้างจุดขาย 3) ความยั่งยืน Sustainability สำหรับประเทศไทยก็กำลังมีการวางแผนการให้ “ดาว” แก่อาคารที่สามารถเข้าข่าย อาคารสีเขียว แต่ในขณะนี้จะเน้นไปทางด้านการลดการใช้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด เกณฑ์ของ BRE จะแบ่งการประเมินเพื่อให้คะแนนตามหัวข้อต่อไปนี้

1) Global evaluation

 • อัตราการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงาน (CO2 emission) จากโรงงานผลิตไฟฟ้า
 • ฝนกรด (Acid rain) จากการใช้พลังงานและการปล่อยของเสียสู่บรรยากาศโลก
 • การทำลายโอโซน (โดยสาร CFC ในเครื่องปรับอากาศ)
 • การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการรีไซเคิล
 • การใช้วัสดุที่ไม่ต้องนำไปทำลายเมื่อใช้แล้วเสร็จ
 • ความคงทนของวัสดุก่อสร้าง (Longevity)

2) Local evaluation

 • ระยะทางและความยากลำบากในการขนส่งวัตถุดิบ (มีผลโดยตรงกับ Embodied energy)
 • การจัดการทรัพยากรน้ำ (Water resource management)
 • การจัดการเสียงรบกวน (Noise)
 • การประยุกต์ใช้ลมธรรมชาติ (Wind force)
 • การบังแดดจากสิ่งแวดล้อม (Shading)
 • การใช้ประโยชน์จากอาคารดั้งเดิมอย่างเต็มที่ (Reuse of existing buildings)

3) Interior evaluation

 • ปริมาณการใช้วัสดุเป็นพิษและอันตราย (Toxic & dangerous materials)
 • ประสิทธิภาพการใช้แสงธรรมชาติ (Daylighting)
 • ประสิทธิภาพการใช้แสงประดิษฐ์ (Artificial lighting)
 • สภาวะน่าสบาย (Thermal comfort)
 • ประสิทธิภาพการระบายอากาศ (Ventilation)

ผลกระทบต่อวิชาชีพการออกแบบก่อสร้าง

ผลกระทบต่อวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบก่อสร้างอาคารอย่างเห็นได้ชัดก็คือผู้ที่มีเงินและเทคโนโลยีที่สูงกว่าจะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันทางวิชาชีพ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูงจะได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการประเมินผลและให้ “ดาว”  แก่อาคารแต่ละหลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าและรายได้ของอาคาร   วิชาชีพสถาปนิกและวิศวกรจะต้องปรับตัวเพื่อให้เป็น Knowledge-based มากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากความรู้และประสบการณ์การออกแบบ green buildings ของทั้งสองวิชาชีพยังไม่เพียงพอต่อมาตรฐานความต้องการที่สูงขึ้นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จึงได้เกิดวิชาชีพใหม่ๆที่รับเป็นที่ปรึกษาการออกแบบ green buildings ในขั้นตอนย่อยๆ เช่น นักออกแบบเปลือกอาคาร (Facade designer) นักจำลองอาคาร (Building simulator) สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ค่าบริการวิชาชีพออกแบบอาคารในอนาคตจะไม่ขึ้นอยู่กับค่าก่อสร้างอาคารเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอาคารในด้านต่างๆ สถาปนิกและวิศวกรที่สามารถออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น ที่จะอยู่รอดในสังคมการแข่งขันทางวิชาชีพที่รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งหากสถาปนิกไม่สามารถทำให้ตนเองรอบรู้ได้ ส่วนแบ่งจากค่าบริการวิชาชีพก็จะถูกหารโดยผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ

ตัวอย่างแบบประเมินอาคาร LEED

การที่จะนำคำว่า Green buildings ไปเป็นจุดขายเพื่อแสวงผลประโยชน์ทางการตลาดในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สมัครเข้ารับการช่วยเหลือจากภาครัฐหรือองค์การนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าโครงการที่กำลังออกแบบก่อสร้างนั้น ๆ เป็นอาคารสีเขียว การที่จะพิสูจน์ยืนยันว่าโครงการต่าง ๆ นั้นได้รับการออกแบบให้เป็น Green buildings อย่างถูกวิธี จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเป็นมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการให้คะแนนตามรายการ (Checklist) หรือเรียกว่าแบบประเมินอาคาร ซึ่งปัจจุบัน ทั่วโลกได้พัฒนาแบบประเมินของตนเองออกมา เช่นในประเทศอังกฤษ ได้มีการพัฒนาแบบประเมินอาคารสีเขียวเรียกว่า BREEAM (Building Research Establishment’s Environmental Assessment Method)  หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีหน่วยงาน The U.S. Green Building Council (USGBC) ได้พัฒนาแบบประเมินอาคารที่เรียกว่า LEED หรือ Leadership in Energy & Environmental Design ซึ่งได้แยกเกณฑ์การให้คะแนนเป็นข้อ ๆ ดังนี้ โดยอาคารที่ผ่านเกณฑ์แต่ละข้อก็จะได้คะแนนสะสม จนได้คะแนนรวมเพื่อเสมือนที่จะให้ “ดาว” แก่อาคาร เป็นดาวเงิน ดาวทอง หรือดาว platinum

1) Sustainable Site (14 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การเลือกสถานที่ตั้งโครงการที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ที่เป็นแหล่งธรรมชาติเดิม ซึ่งหากใช้สถานที่เดิมที่เคยทำการก่อสร้างแล้ว ก็จะได้คะแนนในหัวข้อนี้มาก นอกจากนี้การให้คะแนนในหัวข้อนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการพยายามรักษาหน้าดินเดิม การป้องกันการกัดกร่อนของหน้าดิน การจัดการระบบระบายน้ำฝน การลดมลภาวะทางด้านแสงสว่างรบกวนสู่สภาพแวดล้อมข้างเคียงในเวลากลางคืน การเลือกสถานที่ตั้งที่การคมนาคมขนส่งมวลชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อประหยัดพลังงานจากการใช้น้ำมัน หรือรถยนต์ส่วนตัว การมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดภาวะเกาะร้อน (Heat Island)
 
 • Erosion & Sedimentation Control (Required)
 • Site Selection
 • Development Density
 • Brownfield Redevelopment
 • Alternative Transportation
 • Reduced Site Disturbance
 • Stormwater Management
 • Heat Island Effect
 • Light Pollution Reduction

2) Water Efficiency (5 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ไม่สิ้นเปลืองน้ำเพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ ซึ่งยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำเสียจากโครงการ

 • Water Efficient Landscaping
 • Innovative Wastewater Technology
 • Water Use Reduction

3) Energy and Atmosphere (17 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม ทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของอาคารจะต้องมีแผนการจัดการพลังงาน และแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์งานระบบอาคารอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ รวมทั้งการตรวจวัดการใช้พลังงานของอาคาร (Measurement & Verification) นอกจากการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น การจัดการอาคารภายหลังอาคารได้รับการเปิดใช้งานแล้ว ก็จัดเป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการรักษาบรรยากาศโลก หัวข้อนี้ยังจัดให้คะแนนแก่การออกแบบที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ที่พบว่าทำให้เกิดรูโหว่ของโอโซนชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วย

 • Fundamental Building Systems Commissioning (Required)
 • Minimum Energy Performance (Required)
 • CFC Reduction in HVAC&R Equipment (Required)
 • Optimized Energy Performance
 • Renewable Energy
 • Additional Commissioning
 • Ozone Depletion
 • Measurement & Verification
 • Green Power

4) Materials and Resources (13 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นวัสดุที่มาจากแหล่งที่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม โดยหลักการทั่วไป มักจะได้แก่วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุก่อสร้างพื้นถิ่นที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่าพลังงานในการขนส่งมาจากแหล่งอื่น รวมทั้งการวางแผนจัดการขยะจากการก่อสร้างอาคารอีกด้วย

 • Storage & Collection of Recyclables (Required)
 • Building Reuse
 • Construction Waste Management
 • Resource Reuse
 • Recycled Content
 • Local / Regional Materials
 • Rapidly Renewable Materials
 • Certified Wood

5) Indoor Environmental Quality (15 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการให้อาคารมีสภาวะแวดล้อมภายในที่น่าสบาย ปลอดสารพิษ โดยวิธีการใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่เหมาะสม การจัดให้มีการระบายอากาศที่เพียงพอ การได้รับแสงสว่างธรรมชาติ รวมถึงการจัดการบริหารอาคารและการทำความสะอาดอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ โดยมีหัวข้อที่ให้คะแนนดังนี้

 • Minimum IAQ Performance (Required)
 • การควบคุมควันบุหรี่ (Environmental Tobacco Smoke Control (Required))
 • การตรวจจับปริมาณความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide (CO2) Monitoring)
 • ประสิทธิผลของการระบายอากาศ (Ventilation Effectiveness)
 • แผนการก่อสร้างที่มีการจัดการคุณภาพอากาศภายใน (Construction IAQ Management Plan)
 • การใช้วัสดุอาคารที่มีการปล่อยสารเคมี หรือสารพิษต่าง ๆ (Low-Emitting Materials)
 • การควบคุมสารเคมีและสารมลพิษภายใน (Indoor Chemical & Pollutant Source Control)
 • การควบคุมระบบอาคาร (Controllability of Systems)
 • สภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ (Thermal Comfort)
 • การให้แสงสว่างธรรมชาติและทิวทัศน์ (Daylight & Views)

6) Innovation and Design Process (5 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การออกแบบส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ผู้ออกแบบอาคารสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปมักจะได้แก่องค์ประกอบการออกแบบพิเศษที่มีลักษณะนอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปที่กำหนดไว้ในข้อ 1-5 ทั้งนี้แบบประเมิน LEED ยังได้ให้คะแนนพิเศษแก่โครงการที่มีผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ได้การรับรองว่ามีความสามารถที่จะเสนอแนะแนวทางการออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับแนวทางของ LEED อีกด้วย

 • ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง (LEED Accredited Professional)
 • นวัตกรรมในการออกแบบ (Innovation in Design)

คะแนนเต็มมีทั้งสิ้น 69 คะแนน ซึ่งเมื่อรวมคะแนนทั้งหมดแล้ว หากได้คะแนนรวม 26-32 คะแนน จะได้ระดับ “Certified” ถ้าได้คะแนน 33-38 คะแนน จะได้ระดับ “Silver” ถ้าได้คะแนน 39-51 จะได้ระดับ “Gold” และถ้าได้คะแนน 52-69 จะได้ระดับ “Platinum” ผลที่ได้นี้จะเป็นแรงจูงใจให้มีการคิดค้น ออกแบบ และก่อสร้าง Green buildings กันมากขึ้น โดยทั้งนี้จะมีหน่วยงานของภาครัฐให้การสนับสนุนต่อไป สำหรับประเทศไทย ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแบบประเมินอาคารประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โดยคณะผู้วิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยพลังงาน) ทำการศึกษาและออกแบบวิธีการประเมินอาคารสีเขียวในแนวทางที่คล้ายกันกับ LEED โดยในขั้นต้นได้เรียกชื่อว่า TEEAM (Thailand Energy and Environmental Assessment Method) ซึ่งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินอาคารที่จะเข้าข่ายที่จะได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ยอมรับในวงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นในไม่ช้านี้ 

TEEAM

TEEAM เป็นแบบประเมินรูปแบบเดียวกันกับ LEED แต่ได้ถูกพัฒนาสำหรับใช้กับประเทศไทย ซึ่งแบ่งประเภทอาคารตามลักษณะการใช้สอยเป็นอาคารพักอาศัย และอาคารเพื่อการพาณิชย์ TEEAM มุ่งเน้นที่การออกแบบตัวอาคารและสภาพแวดล้อมอาคารที่จะส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบแก่สิ่งแวดล้อม TEEAM เป็นผลผลิตจากงานวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยจากหลายสถาบันการศึกษาดังนี้
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หัวหน้าโครงการ)
 • คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
 • คณะพลังงานและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกเหนือจากผู้วิจัยดังกล่าวแล้ว TEEAM ยังผ่านการประชุมระดมความคิดเห็นและปรับปรุงจากการประชุมร่วมจากคณะผู้เชี่ยวชาญจากที่ต่าง ๆ อาทิ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง รวมทั้งองค์กรเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของการออกแบบอาคารเพื่อการประหยัดพลังงาน TEEAM ได้กำหนดการให้คะแนนตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้งโครงการที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้โดยสะดวก การออกแบบผังบริเวณและภูมิสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความร้อนโดยรอบอาคารแต่ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำในการบำรุงรักษาต้นไม้ ทางด้านตัวอาคาร TEEAM กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของการติดตั้งฉนวนกันความร้อนในเปลือกอาคาร หลังคา ผนังทึบและกระจกหน้าต่าง โดยอ้างอิงกับกฎหมาย OTTV และ RTTV ของประเทศไทยตั้งแต่เดิม สำหรับระบบอาคารอันได้แก่ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และระบบสุขาภิบาล TEEAM ก็ได้มีการกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพขั้นต่ำที่สูงกว่ามาตรฐานการออกแบบทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้มีการเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TEEAM ยังสนับสนุนให้มีการใช้นวัตกรรมและกลยุทธ์พิเศษในการออกแบบอาคารเพื่อที่จะได้คะแนนพิเศษทางด้าน Innovation เช่นเดียวกับ LEED ด้วย โดยคะแนนเต็มมีทั้งสิ้น 100 คะแนน หากได้คะแนนในระดับ 70-75 คะแนนขึ้นไป ก็จะได้ผลการประเมินระดับดีเด่น
ในการผลักดันให้เกิดการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาโลกร้อน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมให้มีการออกแบบก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของ TEEAM โดยจะมีการส่งคณะผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการเข้าไปช่วยให้คำแนะนำให้ความรู้แก่สถาปนิกในการออกแบบอาคารสีเขียวและทำการประเมินผลการออกแบบ โครงการที่ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์ขั้นต่าง ๆ (ผ่าน ดี ดีมาก หรือดีเด่น) จะได้รับการลงข่าวประกาศตามสื่อต่าง ๆ พร้อมกับใบรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียวเป็นตัวอย่างให้แก่โครงการอื่น ๆ ซึ่งจะมีผลดีต่อการขายโครงการต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติมของ TEEAM รวมทั้งคู่มือการใช้และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทสรุปสำหรับสถาปนิกไทย

ที่กล่าวมาเกี่ยวกับความเป็นมาและข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของสถาปัตยกรรมสีเขียวนี้ จะเห็นว่าการจะเริ่มมีอาคารสีเขียวเกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องได้รับการร่วมมือสนับสนุนจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งผู้ออกแบบ ผู้ประกอบการ และภาครัฐ รวมทั้งต้องมีกลไกในการส่งเสริมและเกณฑ์ในการประเมินผล สำหรับสถาปนิกผู้ออกแบบ การริเริ่มออกแบบอาคารสีเขียวคงจะต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ว่าจะมีผลอย่างไรต่อการกำหนดแนวทางการออกแบบให้สอดคล้องกัน โดยศึกษาตัวอย่างจากการออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Architecture) ที่มีอยู่แต่เดิมอย่างพินิจพิจารณาว่าบรรพบุรุษได้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาให้อาคารอยู่สบายได้อย่างไรในสภาพอากาศแบบต่าง ๆ ซึ่งองค์ความรู้ที่มีมักจะไม่ปรากฏเป็นตำราคู่มือการออกแบบที่ชัดเจน แต่กลับแอบแฝงอยู่ทุกหนทุกแห่ง สถาปนิกจะต้องมีความรู้ในหลาย ๆ ด้านอย่างเพียงพอที่จะสามารถ “เข้าถึง” และ ”เก็บเกี่ยว” ภูมิปัญญาเหล่านั้นมาใช้ได้ และต้องนำมาใช้อย่างชาญฉลาด ตอบสนองต่อเทคโนโลยีการก่อสร้างและบริบทของปัจจุบัน Frank Gehry เคยกล่าวไว้ในภาพยนตร์ของเขาว่า “Everything has been done before, but what got change is technology (Sketches of Frank Gehry; the Movies)” ฉะนั้นสถาปนิกต้องศึกษาความรู้เทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของวิชาชีพอื่นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจะเข้ามาเชื่อมโยงกันในที่สุด อย่างไรก็ตาม จะต้องรำลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการได้มาซึ่งสถาปัตยกรรมสีเขียว แต่แท้จริงแล้วคือการผสมผสานแนวคิดอนุรักษ์นิยมเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราทุกคนต้องตระหนักว่าปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาที่ทุกคนในโลกใบเดียวกันนี้ต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โปรดอย่าเกี่ยงกันเพื่อการทำความเย็นและความสะอาดให้แก่โลกใบนี้อีกเลย

เอกสารอ้างอิง

อรรจน์ เศรษฐบุตร 2549. สถาปัตยกรรมยั่งยืน และนิเวศวิทยาคาร เอกสารประกอบการสอน วิชาเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อม 1 ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Behling S. and Behling, S. 1996. Sol Power: The Evolution of Solar Architecture. New York: Prestel.

Daniels, K. 1995. Technology of Ecological Buildings.
Olgyay, V. 1961. Design With Climate: Bioclimatic Approach to Architectural Regionalism. New Jersey: Princeton University Press.

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: