10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 3/3

ประเด็นที่ 7 รัฐบาลให้ความสำคัญต่อ “ขนาด” มากกว่า “ความสามารถ” รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใหญ่ ซีซีมาก จะถูกเรียกเก็บภาษีรายปีมากกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องเล็กกว่า ซีซีต่ำกว่า โดยไม่พยายามเปรียบเทียบประสิทธิภาพการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แท้จริง “ใหญ่” อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า “เล็ก” สำหรับในส่วนของอาคาร สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ประเด็นที่ว่าอาคารคอนโด 40 -50 ชั้น ไม่เข้าข่ายอาคารควบคุม จึงตีความว่าอาคารเหล่านั้นไม่ต้องออกแบบคำนวณ OTTV เพราะเรื่องของเลขที่บ้านแยกต่างหาก ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็กแยกแต่ละยูนิต รวมทั้งเครื่องแอร์แยกส่วนตัวเล็ก ๆ วางบนระเบียง ซึ่งทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลมองเห็นอาคารคอนโดขนาดใหญ่นั้นเป็นเสมือนบ้านหลังเล็ก ๆ หลายร้อยหลังมาแปะติดกาวอยู่ด้วยกันมากกว่า บ้านหลังเล็ก ๆ เหล่านี้ยังใช้แอร์ขนาดเล็ก กินไฟน้อย ไม่เหมือนแอร์เครื่องใหญ่ ๆ  แต่อย่าลืมว่าแอร์ตัวเล็กเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำมาก ๆ อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากเรื่องขนาดแล้ว ผมเข้าใจว่าการที่เอาเรื่องเลขที่บ้านและขนาดหม้อแปลงไฟมาเกี่ยวข้อง เพราะมองเห็นความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคาร หากภายหลังเปิดใช้แล้วอาคารเข้าข่ายต้องทำการตรวจการใช้พลังงานและในที่สุดต้องทำการปรับปรุงให้ประหยัดพลังงานภายหลัง การที่อาคารประเภทคอนโดมิเนียมต้องทำการปรับปรุง จะหมายความถึงเจ้าของร่วมส่วนใหญ่ต้องยินยอมให้มีการปรับปรุงอาคาร แต่หากเป็นเรื่องของพื้นที่ห้องชุดที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เจ้าของยูนิตคงจะไม่ยินยอมเสียเงินปรับปรุงห้องของตนเองภายหลังแน่นอน การให้นิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาดูแลเรื่องนี้จะเป็นไปได้ยากมาก แค่นิติบุคคลอาคารชุดจะเรียกเก็บค่าส่วนกลางให้ครบ ยังยากเย็นเหลือเกิน ประเด็นเรื่องนี้อยู่ที่ว่าทำไมต้องมองล่วงหน้าถึงความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคารด้วยถ้าหากจุดมุ่งหมายคือต้องการให้ออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานเสียตั้งแต่ต้น ไม่ว่าอาคารที่จะก่อสร้างจะถูกใช้เป็นอาคารชุดภายหลังหรือไม่อย่างไร อาคารนั้น ๆ ก็ควรจะต้องมีการออกแบบให้ผ่าน OTTV เพื่อเป็นมาตรฐานการประหยัดพลังงานในขั้นหนึ่งเท่า ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ ดูเหมือนว่ากฎหมายอนุรักษ์พลังงานนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาโดยคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนักวิชาการที่ออกกฎเกณฑ์วิธีการคำนวณ OTTV ที่ทำให้ซับซ้อน จนยากแก่การปฏิบัติ และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มช่างอาคารที่มองเห็นประเด็นการดูแลรักษา ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารเป็นเรื่องหลัก กลุ่มช่างอาคารคงจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับ OTTV เพราะเป็นเรื่องการออกแบบเปลือกอาคารที่เป็นหน้าที่ของสถาปนิกวิศวกรที่ออกแบบไปแล้วก็บินหายไป แต่กลุ่มช่างอาคารนี้คงเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบอาคารหลังเปิดใช้จึงมีเสียงดังกว่า ทำให้ดูเหมือนว่าภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ถูกออกมาเพื่อประโยชน์ของกลุ่มที่สองนี้มากกว่า

ประเด็นที่ 8 กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ค่า OTTV สูงสุดที่ยอมรับได้เท่ากับ 45 วัตต์ต่อตรม. โดยไม่สนใจว่าจะเป็นอาคารประเภทอะไร แต่ตามทฤษฎีแล้ว อาคารแต่ละประเภทมีลักษณะการถ่ายเทความร้อนผ่านเปลือกอาคารไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีค่า OTTV แตกต่างกัน ค่า OTTV จะสูงหรือต่ำ จะขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่กระจกเป็นสำคัญ ซึ่งอาคารประเภทสำนักงานมักจะมีการออกแบบให้มีพื้นที่กระจกมาก เพราะต้องการแสงสว่างธรรมชาติมาก (…แต่หลายครั้งมีมากจนแสงจ้าเกินไปจึงต้องปิดมูลี่…) ในขณะที่อาคารประเภทห้างสรรพสินค้าจะไม่มีหน้าต่างกระจกมากนัก เพราะพื้นที่ใช้สอยด้านที่ติดผนังภายนอกมักเป็นพื้นที่เก็บของของห้างร้านที่เข้ามาเช่าหรือเป็นครัวของร้านอาหารที่มาเช่า ทำให้อาคารประเภทนี้จำเป็นต้องใช้แสงประดิษฐ์มากกว่าอาคารสำนักงาน ส่งผลให้ภาระการทำความเย็นของอาคารจะมาจากภายใน (Internal heat gain) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาจึงพยายามแยกประเภทอาคารออกเป็นกลุ่มประเภทต่าง ๆ ดังนี้

•อาคารสำนักงาน สถานศึกษา OTTV ไม่เกิน 50 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 15 วัตต์ต่อตรม.
•ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าย่อย OTTV ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 12 วัตต์ต่อตรม.
•โรงแรม โรงพยาบาล สถานพักพื้น OTTV ไม่เกิน 30 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตรม.

ดูเหมือนว่ากฎหมายใหม่น่าจะเปิดทางเลือกให้สถาปนิกมากกว่า แต่ปัญหาที่จะตามมาอีกก็คือ การแบ่งประเภทของอาคารตามความคิดของนักวิชาการในกระทรวงพลังงาน มักจะไม่สอดคล้องกับการแบ่งประเภทหรือแม้แต่การเรียกชื่อชนิดอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ยังมีอาคารบางประเภทเช่นโรงงาน หรืออาคารแบบ Mixed Use ขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ด้วยกันในตัวอาคารเดียวกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในประเภทอาคารอะไร แล้ววิธีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อนำมาแยกคำนวณค่า OTTV ของแต่ละส่วนจะทำอย่างไร นอกจากนี้ จากประเด็นที่ 7 อาคารชุดพักอาศัยประเภทคอนโด 40 ชั้น ควรจะอยู่ในกลุ่มอาคารประเภทใด ค่า OTTV จะเป็นเท่าไหร่ เหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ยากที่จะหาคำตอบ หากไม่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นปาหี่ทางวิชาชีพอีกเช่นเคย และปัญหาพลังงานของชาติก็คงจะไม่ได้รับการแก้ไข

ประเด็นที่ 9 สืบเนื่องจากประเด็นที่ 8 จะเห็นว่าอาคารแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้พลังงานไม่เหมือนกัน อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากเปลือกอาคารมาก ในขณะที่อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากระบบไฟฟ้าแสงสว่างมาก แต่เดิมกฎหมายที่ออกมา นอกจากจะกำหนดเกณฑ์ OTTV ที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรแล้ว ยังกำหนดเกณฑ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างที่ 16 วัตต์ต่อตารางเมตร และค่าประสิทธิภาพขั้นต่ำของระบบการปรับอากาศด้วย ซึ่งอาคารที่เข้าข่ายควบคุมจะต้องออกแบบให้ผ่านค่าขั้นต่ำพร้อมกันทั้งสามค่า โดยค่า OTTV/RTTV จะเป็นส่วนที่รับผิดชอบโดยสถาปนิก ค่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างต่อพื้นที่จะรับผิดชอบโดยวิศวกรไฟฟ้า และค่าประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศจะเป็นหน้าที่ของวิศวกรเครื่องกล โดยวิศวกรโครงสร้างไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในเรื่องการประหยัดพลังงานในอาคาร (…ถึงแม้ว่ากรมโยธาธิการจะเคยพยายามร่างกฎกระทรวงใหม่ที่กำหนดให้วิศวกรโยธาเป็นผู้เซ็นต์รับรองแบบขออนุญาติเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานก็ตาม !!!!…เหวอ…) ข้อบกพร่องของกฎหมายปัจจุบันก็คือ ผู้ออกแบบไม่มีทางเลือกว่าจะผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งจากทั้งสามเกณฑ์ข้างต้นได้ ต้องผ่านทั้งหมดยกชุด เช่นสถาปนิกอาจจะออกแบบให้เปลือกอาคารมีค่าการกันความร้อนดีมาก ๆ และเลือกที่จะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ก็จะทำไม่ได้ หรือสถาปนิกอาจจะออกแบบอาคารโดยใช้แสงสว่างธรรมชาติอย่างดีเยี่ยม ค่า OTTV อาจจะสูงขึ้น แต่ทำให้วิศวกรไฟฟ้าออกแบบโดยใช้ปริมาณดวงโคมน้อยลงมาก ๆ ก็จะเป็นไปไม่ได้อีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความพยายามที่จะแก้ไขกฎกระทรวงให้เพิ่มการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งอาคาร โดยการคำนวณการใช้พลังงานทั้งอาคารในหนึ่งปี หรือเรียกว่า Whole-Building Performance ซึ่งจะเปิดทางเลือกในการออกแบบและเลือกใช้อุปกรณ์อาคารได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี มีจุดที่น่าคิดอยู่ตรงที่ว่าหากอาคารมีการออกแบบให้ประหยัดพลังงานโดยการติดตั้งวัสดุเปลือกอาคารคุณภาพสูง ใช้ฉนวนหนา ใช้กระจกดี ทำให้ค่าก่อสร้างในส่วนงานสถาปัตยกรรมสูงขึ้น ในขณะเดียวกันอาคารที่ได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดีตั้งแต่ต้นนั้น ส่งผลให้ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง หรือใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างลดลง และทำให้มูลค่าก่อสร้างในส่วนงานวิศวกรรมลดลงอย่างมาก หากการทำงานของวิศวกรมีการคิดค่าออกแบบตามมูลค่าการก่อสร้างอาคาร จะหมายถึงว่าส่วนแบ่งค่าแบบของเขาจะลดน้อยลงด้วยหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่วิศวกรที่ช่วยเราออกแบบให้อาคารมีประสิทธิภาพสูง ทำให้ลดขนาดเครื่องปรับอากาศ หรือลดอุปกรณ์ไฟฟ้าน่าจะได้รางวัลจากเจ้าของอาคารมากกว่า เพราะออกแบบอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าปกติ นอกจากนี้ นักวิชาชีพมักจะภาคภูมิใจในประสบการณ์ที่ได้ออกแบบอาคารมูลค่าสูง เพราะดูเหมือนเครื่องแสดงความสามารถในการรับงานชิ้นต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานราชการที่มักจะใช้เกณฑ์คุณสมบัติที่วัดกันที่มูลค่าก่อสร้างอาคารที่เคยทำมา หรือขนาดเครื่องทำความเย็นที่เคยออกแบบมานั่นเอง

ประเด็นที่ 10 การออกแบบป้ายทะเบียนรถยนต์ ให้มีสีสัน รูปร่าง ขนาด และรูปแบบตัวหนังสือรวมทั้งตำแหน่งติดตั้ง ก็เพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (…ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับวินัยในการขับขี่ของผู้ขับรถโดยตรง…) ได้ผ่านการศึกษาวิจัยกันมาแล้ว จึงกำหนดเป็นมาตรฐานอย่างง่าย ๆ ดังที่เห็นกัน การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงานด้วยการกำหนดค่า OTTV ก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าอาคารที่มีค่า OTTV ต่ำจะช่วยลดปริมาณความร้อนผ่านเข้าสู่อาคารทางเปลือกอาคาร ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานในการทำความเย็น อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งอาคารประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องทำการคำนวณ OTTV น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการออกแบบร่างขั้นต้นที่สถาปนิกทั่วไปต้องการ ทั้งนี้เพราะหากปล่อยให้การออกแบบ Design Development ดำเนินไปโดยไม่เคยทำการคำนวณ OTTV ผลที่ได้ก็คือการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ฉนวนกันความร้อนและกระจกชนิดพิเศษราคาแพงเท่านั่นเอง แนวทางการออกกฎหมายอีกวิธีหนึ่งก็คือการกำหนดวิธีมาให้ออกแบบตามแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิจัยคิดมาให้แล้ว ให้ผู้ออกแบบทำตามโดยไม่ต้องคิดมาก  ซึ่งสถาปนิกไทยบางส่วนอาจจะไม่ชอบ เพราะเป็นเสมือนการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ รูปแบบการออกกฎหมายแบบนี้ เรียกว่า Prescriptive Method ได้เคยมีงานวิจัยให้กระทรวงพลังงาน เพื่อออกกฎหมายแบบ Prescriptive ดังตารางประกอบที่แนบมาด้วยกันนี้ ซึ่งหน้าที่ของผู้ออกแบบก็คือประมาณการว่าอาคารที่กำลังออกแบบอยู่นั้น มีสัดส่วนพื้นที่ช่องเปิดต่อพื้นที่ผนังทั้งหมด (WWR-Window-to-wall-area ratio) เป็นกี่เปอร์เซนต์ (20-80%) แล้วจึงเลือกใช้ชนิดวัสดุเปลือกอาคารในส่วนผนังทึบและกระจก ตามค่าในตารางนั้น ๆ ซึ่งค่าที่กำหนดให้จะเป็นตัวเลขค่าการป้องกันความร้อนซึ่งผู้ออกแบบสามารถเปิดแคทตาล็อคผลิตภัณฑ์และเลือกใช้ได้ทันที แต่ถ้าหากว่าผู้ออกแบบไม่ต้องการดำเนินการตามนั้น ก็สามารถเลือกใช้การคำนวณ OTTV หรือวิธี Whole-Building Performance ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก็ได้

บทสรุป การออกกฎหมายใด ๆ มาใช้จะต้องคำนึงถึงประโยชน์มหาชนที่จะเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายนั้น กฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารเป็นกฎหมายที่หากมีผลบังคับใช้จริง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งในแง่การลดใช้พลังงาน และสร้างอาชีพใหม่ ๆ ที่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ แต่หากการตรากฎหมายนี้ออกมาด้วยความเป็นห่วงผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่าง ๆ มากเกินไป จะทำให้การใช้กฎหมายมีข้อยกเว้น หรือมีข้อผ่อนผันมากจนเกิดความกำกวมในการบังคับใช้ ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ได้อาศัยต้นแบบการพัฒนาจากกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานของสากล แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศ กลับประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่นความไม่พร้อมของบุคลากร หรือการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบหรือการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างวิชาชีพหลายวิชาชีพ (…หรือก็คือเรื่องการเมืองนั่นเอง…) แน่นอนว่ากลุ่มผู้ออกกฎหมายมักจะมีความเอนเอียงให้กฎหมายออกไปในแนวทางวิชาชีพของตน จนอาจจะไปกีดกันวิชาชีพอื่นที่จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ประเทศชาติ ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ได้มองเห็นว่าเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน เป็นเสมือนเค้กชิ้นโต ที่หลายฝ่ายกำลังจ้องเข้ามามีส่วนร่วม การพยายามมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนา แต่หากการพยายามมีส่วนร่วมเพียงเพื่อผูกขาดและกีดกันการมีส่วนร่วมของฝ่ายอื่น ๆ ด้วยการออกกฎหมายที่ยุ่งยากต่อการเข้าใจหรือกีดกัน ”ความพยายามทำดี” ของกลุ่มอื่น ๆ กฎหมายที่ออกมาก็จะไม่มีผลสำเร็จในเชิงปฎิบัติ กฎหมายที่ดีต้องหวังผลสำเร็จการบังคับใช้ในเชิงปฏิบัติด้วย โดยมุ่งที่ประโยชน์ของประเทศชาติที่จะตามมามากกว่าการตีความตามตัวหนังสือแบบ “ศรีธนญชัย” ที่เคยทำให้บ้านเมืองเกือบพินาศย่อยยับมาแล้ว บัดนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังบังคับ และความพร้อมภายในประเทศมีเพียงพอ จึงถึงเวลาแล้วที่การอนุรักษ์พลังงานในอาคารจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะเอาจริงเอาจัง มาตรการรณรงค์หรือการส่งเสริมให้ประหยัดพลังงานได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผลกับคนไทย เพราะเราเป็นชนชาติที่จะต้องถูกบังคับให้ทำตาม เราจึงมีกฎหมายหยุมหยิมมากมาย และเราจึงมีศรีธนญชัยเข้ามาหาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว และในที่สุด ทุก ๆ 5-10 ปี เราก็จะมีเผด็จการทหารเข้ามาปราบปรามเหล่าศรีธนญชัยเหล่านี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ………
 
รายการอ้างอิง

•กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (2550). ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 กองฝึกอบรม กระทรวงพลังงาน

•พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535

•จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2549). รายงานฉบับสุดท้าย เล่ม 1หลักเกณฑ์การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โครงการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร เรื่องข้อกำหนดและแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารขนาดต่ำกว่าอาคารควบคุมขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ อาคารที่พักอาศัย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

•อรรจน์ เศรษฐบุตร  (2551). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารทาวน์เฮ้าส์ วารสาร JARS 5(1).2007 หน้า 29-51 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

•อรรจน์ เศรษฐบุตร และ ธนิต จินดาวณิค (2550). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารบ้านเดี่ยว เอกสารประกอบการประชุมเชิงวิชาการเครือข่ายพลังงานแห่งประเทศไทยครั้งที่ 3 23-25 พฤษภาคม 2550  โรงแรมใบหยกสกาย  จังหวัดกรุงเทพฯ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

1 Response so far »

  1. 1

    รัชด said,

    hi mr oui

    see me on ratchotidea.wordpress too


Comment RSS · TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: