10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 2

ประเด็นที่ 2 หากการไม่ดัดแปลงป้ายทะเบียนให้เป็นทะเบียนยาวสวยงามตามสมัยนิยม หมายถึงการมีวินัยจราจรที่ผู้ขับรถ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่เจ้าของรถหรือเจ้าของทะเบียนรถ) พึงกระทำในการใช้รถใช้ถนน การที่อาคารมีค่า OTTV ตามเกณฑ์ที่กฎหมายระบุก็คือการออกแบบให้อาคารประหยัดพลังงาน แต่ทำไมกฎหมายจึงระบุให้อาคารต้องทำการปรับปรุงอาคารอีกครั้งเมื่ออาคารเปิดใช้งาน แล้วมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์ 5.5 ล้าน kWh ต่อปี ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าของอาคารก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้ผ่าน OTTV เสียตั้งแต่แรก แล้วค่อยปรับปรุงอาคารครั้งเดียว ภายหลังจากที่อาคารเปิดใช้ จะไม่ดีกว่าหรือ ? เพราะการออกแบบอาคารให้ผ่าน OTTV ในครั้งแรกก็ต้องใช้เงินลงทุน การปรับปรุงอาคารภายหลังก็ต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าค่า OTTV ที่ต่ำตามเกณฑ์ ไม่ได้มีผลต่อการประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับการขับขี่รถที่มีป้ายทะเบียนถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายถึงคนขับรถเป็นผู้มีวินัยจราจร

ประเด็นที่ 3 ถ้าความผิดวินัยจราจรที่เกิดขึ้นด้วยการขับขี่รถที่ทำการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถ เป็นของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่แล้ว ผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนซึ่งถือเป็นเอกสารราชการ (โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม) ควรจะต้องมีความผิดอาญาด้วยเช่นกัน แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีร้านรับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนเกิดขึ้นอย่างดาษดื่นโดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าผมจะพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย OTTV (จนสีข้างแดง) ก็คงต้องบอกว่าผู้รับจ้างออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมายก็คงไม่ต่างอะไรกับผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนนี่เอง สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นผู้รับผิดชอบการเลือกใช้วัสดุเปลือกอาคาร ซึ่งหากออกแบบอาคารมาแล้วไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรจะต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับเจ้าของอาคารด้วย ใช่หรือไม่ ? แต่ถ้าเจ้าของอาคารได้ให้ความไว้วางใจในตัวสถาปนิก ในการออกแบบอาคารให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายทุกประการ แต่สถาปนิกกลับละเลยไม่สนใจทำให้ถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องได้รับความเสียหายโดยการถูกปรับหรือถูกบังคับให้ปรับปรุงอาคารภายหลังเปิดใช้งาน เจ้าของอาคารก็ควรจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากสถาปนิก หรืออาจจะนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสภาสถาปนิกได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น เช่นแพทย์ นักบัญชี ทนายความ วิศวกร แต่หากเจ้าของอาคารเป็นผู้ว่าจ้างให้สถาปนิก (หรือผู้ดัดแปลงป้ายทะเบียน) ออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมาย OTTV ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ และตัวสถาปนิกก็ทำตามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ตัวสถาปนิกเองก็คงเป็นเพียงนักวิชาชีพขายตัวที่ไม่มีจรรยาบรรณ !!! ซึ่งดูจะเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงสำหรับวิชาชีพอันทรงเกียรตินี้ แต่ผมขอเรียนว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของวิชาชีพมันคงไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรมชาติเพื่อคุ้มครองทุกคนที่ประกอบวิชาชีพนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยบทบาทของสถาปนิกทุกคนที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ ขอโปรดได้ดูกรณีศึกษาของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง

ประเด็นที่ 4 เป็นที่น่าตลกที่ต้องมีคำว่า “เขตกวดขันวินัยจราจร” ทำให้รู้สึกว่าวินัยจราจร เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาว่าจะกวดขันกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่แน่ใจว่าการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจรจะหมายถึง การไม่ต้องมีวินัยจราจรหากไม่จำเป็นจริง ๆ หรือไม่ การออกกฎหมายแล้วไม่มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพคงจะหมายถึงการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจร ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะถือโอกาสในการเลือกปฏิบัติได้ แต่อย่างไรก็ดี การออกแบบปลูกสร้างอาคารคงจะไม่เหมือนการติดตั้งป้ายทะเบียนรถ ที่หากผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนไป แล้วบอกให้รถทุกคันต้องปรับแก้ให้ถูกต้อง เราก็คงจะกระทำกันได้โดยง่าย ในกรณีของอาคารที่เปิดใช้งานไปแล้ว การปรับปรุงอาคารให้มีค่า OTTV ถูกต้องเพื่อการประหยัดพลังงานดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะหากมองด้วยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผมอยากจะขอเตือนผู้ร่วมวิช่าชีพว่า ด้วยสถานการณ์น้ำมันแพง และภาวะโลกร้อน รัฐบาลกำลังปัดฝุ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงานมาใช้อย่างเคร่งครัดมากกว่าเดิม ทั้งนี้มิใช่เพื่อตอบคำถามชาวไร่ชาวนาว่าทำไมเอาเงินภาษีรัฐไปอุดหนุนให้พลังงานมีราคาต่ำเพื่อช่วยเหลือคนมีรถขับ หรือออกเงินซื้อฉนวนกันความร้อนแจกอาคารเอกชนที่ไม่รับผิดชอบให้ประหยัดพลังงาน แต่รัฐต้องตอบคำถามให้แก่ประชาคมโลกว่าทำไมประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการประหยัดพลังงานแล้ว ทำไม่ถึงไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งรัฐก็บอกว่ายังไม่มีความพร้อมทางด้าน Know How ซึ่งโกหกทั้งเพ เพราะทำให้ต่างชาติคิดว่าสถาปนิกไทยโง่ และพยายามส่งผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็ไม่ได้รู้เรื่องสถาปัตยกรรมเมืองร้อนชื้นมากไปกว่าบรรพบุรุษไทยสักเท่าไหร่เลย มาช่วยหาวิธีออกแบบประหยัดพลังงานในอาคารให้แก่ประเทศไทย ซึ่งถ้าหากเรื่องแค่นี้สถาปนิกไทยยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างชาติ เราก็อย่าหวังที่จะเปิดเสรีวิชาชีพเพื่อไปออกรับงานต่างชาติกันเลย เพราะในต่างประเทศล้วนมีกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสิงคโปร์ก็เรียกว่า OTTV เหมือนกับบ้านเรา แถมยังกำหนดค่าที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรเท่ากันเสียอีกด้วย

ประเด็นที่ 5 การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่แน่ใจในตัวบทกฎหมายที่ตนเองใช้อยู่ และปล่อยผู้ขับขี่ไปโดยพยายามให้คิดว่าเป็นการอนุโลมให้นั้น ในส่วนของกฎหมาย OTTV ก็พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ซึ่งบังคับใช้กฎหมาย กลับไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เพียงพอที่จะตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายเพียงใด วิธีการคำนวณค่า OTTV ถ้าจะว่ากันตามจริง ก็เป็นวิธีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายมาก ซึ่งผู้ออกแบบนอกจากจะต้องนับหนึ่งถึงสิบได้ บวกลบเลขคณิตเก่งเท่าเด็ก ป.4 คำนวณพื้นที่ผนังอาคารได้ จะต้องมีพื้นฐานทางด้านฟิสิกส์การถ่ายเทความร้อนบ้างพอสมควร จึงจะเข้าใจได้ดี ซึ่งจริง ๆ แล้วเด็กปีหนึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จะทำได้ดีกว่าสถาปนิกระดับวุฒิด้วยซ้ำไป แต่การที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุมีผล เพราะสถาปนิกมักจะโยนให้เป็นหน้าที่ของวิศวกร จึงทำให้สถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เด็กสายศิลป์น่าจะเรียนได้ดีกว่าเด็กสายวิทย์ และสถาปนิกส่วนใหญ่ที่จบออกไป (…รวมทั้งอาจารย์สถาปัตย์ส่วนใหญ่…) ไม่สามารถคำนวณ OTTV ได้ และจะยิ่งไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าหากเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่ อบต. จะไม่สามารถตรวจรับรองผลการคำนวณดังกล่าวได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กฎหมายที่สำคัญต่อประเทศชาติฉบับนี้ต้องกลายเป็นเพียง “ปาหี่ทางวิชาชีพ” ตลอดมา คำถามต่อมาก็คือว่าแล้วกรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ได้มัวไปทำอะไรอยู่ จึงปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ผล คำตอบก็คือผู้ออกกฎหมายคือกระทรวงพลังงาน แต่กลับไม่มีอำนาจบังคับใช้ ไม่มีอำนาจไปจับหรือปรับเจ้าของอาคาร หรือไปยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากผู้ออกแบบ ในขณะที่การดัดแปลงป้ายทะเบียนรถนั้นผิดกฎหมายกระทรวงคมนาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับสามารถแย่งใช้อำนาจไปทำการตรวจจับได้ตลอดเวลา ทางออกของกรมโยธาธิการก็คือต้องแก้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ในมาตราที่ 7 ให้เพิ่มเติมขอบเขตของกฎหมายควบคุมอาคารให้เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานในอาคารด้วย ทั้งที่ ๆ ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวได้ครอบคลุมเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว (ที่ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องยื่นขอ EIA กัน) แต่ผมไม่ทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดจึงมองไม่เห็นว่าปัญหาพลังงานกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าท่านยังไม่รู้ ผมก็ขอเชิญให้ท่านไปหาดูภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth กันสักคนละรอบ หากการแก้พระราชบัญญัติเป็นไปได้ยาก จะมีทางเป็นไปได้ไหมว่าให้ตีความเรื่องพลังงานเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะว่าขณะนี้ทั้งโลกเขาเห็นพ้องกันว่าเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันหมดแล้ว ทำไมกรรมการ EIA จึงไม่ถามหาค่า OTTV จากอาคารไปเลย แต่กลับไปบังคับให้เขาหาที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามจำนวนตันของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งลำบากมาก ๆ และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางทีกรรมการ EIA อาจจะไม่รู้จัก OTTV เลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นความผิดของรัฐเองที่คนของรัฐกลับไม่รู้เรื่องกฎหมายที่รัฐออกมาบังคับเอกชน
 
ประเด็นที่ 6 มีผู้รู้จำนวนหนึ่งเห็นพ้องกันว่า เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดไม่ว่าจะทำผิดกฎจราจร หรือไม่มีวินัยจราจร ให้พยายามขอร้องโดยอ้างตัวว่าเป็นข้าราชการด้วยกัน น่าจะผ่อนปรนให้กันได้ ถ้าให้ดีก็ควรจะโชว์บัตรข้าราชการในตำแหน่งอาจารย์ ซี สูง ๆ ด้วย เพราะเป็นบุคลากรผู้หลักผู้ใหญ่ในสถาบันการศึกษา น่าจะเป็นผู้ที่น่าเคารพนับถือเป็นพิเศษ (…ซึ่งไม่จริงเสมอไป…) หากท่านได้ทำผิดลงไป น่าจะเป็นเพราะสุดวิสัย ไม่ได้เจตนา หรือมีเหตุผลจำเป็นจริง ๆ ถ้ากลับมาดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร (…สีข้างแดงอีกแล้ว…) จะพบว่าเป็นเรื่องเลวร้ายแบบปรกติที่มักจะเห็นอาคารราชการไม่ต้องเคารพกับกฎหมายควบคุมอาคารและในที่สุดก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในละแวกใกล้เคียง (…เช่นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไม่มีการเตรียมที่จอดรถไว้อย่างเพียงพอ ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องจอดรถเกะกะบนถนนสาธารณะ ทำให้การจราจรติดขัด…) มูลเหตุที่สำคัญที่ทำให้อาคารราชการหยิ่งผยองไม่เคารพกฎหมาย ก็เนื่องมาจากการที่หน่วยงานราชการไม่ต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง เพียงทำหนังสือ “แจ้งให้ทราบ” ว่าจะปลูกสร้างอาคารบนที่ดินนี้แล้วแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผลก็คืออาคารราชการจำนวนมากออกแบบปลูกสร้างกันโดยไม่สนใจแม้แต่จะลองคำนวณค่า OTTV ดูเพื่อที่จะรู้ว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่าน หากหน่วยงานของรัฐเป็นอย่างนี้เสียเอง แล้วจะมาบังคับควบคุมเอกชนให้ประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร การที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร มิใช่หมายความว่าหน่วยงานนั้นจะสามารถปลูกสร้างอาคารได้อย่างผิดกฎหมาย ขอให้ลองพิจารณาอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูอีกที ผู้รับผิดชอบยังไม่อาจแยกแยะเรื่องความแตกต่างระหว่างการไม่ทำตามกฎหมาย และการไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างได้เลย ทำให้เกิดเป็นข้อครหาไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้อาคาร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าค่า OTTV ของอาคารนั้นว่าเป็นเท่าไหร่ด้วยซ้ำ ที่เลวร้ายขึ้นไปอีกก็คือว่าปัจจุบันราชการดูเหมือนว่าจะรู้ตัวว่าชอบทำผิดกฎหมายมาตลอด จึงมีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานฉบับนี้ไม่ให้ครอบคลุมอาคารราชการทั้งหมดอีกด้วย อ้าว…หากเป็นเช่นนี้แล้วก็อย่ามารณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อชาติกันอีกต่อไปเลย…เฮ้อ !!!  ล่าสุดทางกฤษฎีกาตีความมาว่าจะต้องเขียนให้ควบคุมอาคารของรัฐด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ !!!

 

ต่อตอนต่อไป ….

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: