Archive for October, 2008

10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 3/3

ประเด็นที่ 7 รัฐบาลให้ความสำคัญต่อ “ขนาด” มากกว่า “ความสามารถ” รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใหญ่ ซีซีมาก จะถูกเรียกเก็บภาษีรายปีมากกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องเล็กกว่า ซีซีต่ำกว่า โดยไม่พยายามเปรียบเทียบประสิทธิภาพการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แท้จริง “ใหญ่” อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า “เล็ก” สำหรับในส่วนของอาคาร สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ประเด็นที่ว่าอาคารคอนโด 40 -50 ชั้น ไม่เข้าข่ายอาคารควบคุม จึงตีความว่าอาคารเหล่านั้นไม่ต้องออกแบบคำนวณ OTTV เพราะเรื่องของเลขที่บ้านแยกต่างหาก ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็กแยกแต่ละยูนิต รวมทั้งเครื่องแอร์แยกส่วนตัวเล็ก ๆ วางบนระเบียง ซึ่งทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลมองเห็นอาคารคอนโดขนาดใหญ่นั้นเป็นเสมือนบ้านหลังเล็ก ๆ หลายร้อยหลังมาแปะติดกาวอยู่ด้วยกันมากกว่า บ้านหลังเล็ก ๆ เหล่านี้ยังใช้แอร์ขนาดเล็ก กินไฟน้อย ไม่เหมือนแอร์เครื่องใหญ่ ๆ  แต่อย่าลืมว่าแอร์ตัวเล็กเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำมาก ๆ อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากเรื่องขนาดแล้ว ผมเข้าใจว่าการที่เอาเรื่องเลขที่บ้านและขนาดหม้อแปลงไฟมาเกี่ยวข้อง เพราะมองเห็นความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคาร หากภายหลังเปิดใช้แล้วอาคารเข้าข่ายต้องทำการตรวจการใช้พลังงานและในที่สุดต้องทำการปรับปรุงให้ประหยัดพลังงานภายหลัง การที่อาคารประเภทคอนโดมิเนียมต้องทำการปรับปรุง จะหมายความถึงเจ้าของร่วมส่วนใหญ่ต้องยินยอมให้มีการปรับปรุงอาคาร แต่หากเป็นเรื่องของพื้นที่ห้องชุดที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เจ้าของยูนิตคงจะไม่ยินยอมเสียเงินปรับปรุงห้องของตนเองภายหลังแน่นอน การให้นิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาดูแลเรื่องนี้จะเป็นไปได้ยากมาก แค่นิติบุคคลอาคารชุดจะเรียกเก็บค่าส่วนกลางให้ครบ ยังยากเย็นเหลือเกิน ประเด็นเรื่องนี้อยู่ที่ว่าทำไมต้องมองล่วงหน้าถึงความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคารด้วยถ้าหากจุดมุ่งหมายคือต้องการให้ออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานเสียตั้งแต่ต้น ไม่ว่าอาคารที่จะก่อสร้างจะถูกใช้เป็นอาคารชุดภายหลังหรือไม่อย่างไร อาคารนั้น ๆ ก็ควรจะต้องมีการออกแบบให้ผ่าน OTTV เพื่อเป็นมาตรฐานการประหยัดพลังงานในขั้นหนึ่งเท่า ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ ดูเหมือนว่ากฎหมายอนุรักษ์พลังงานนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาโดยคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนักวิชาการที่ออกกฎเกณฑ์วิธีการคำนวณ OTTV ที่ทำให้ซับซ้อน จนยากแก่การปฏิบัติ และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มช่างอาคารที่มองเห็นประเด็นการดูแลรักษา ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารเป็นเรื่องหลัก กลุ่มช่างอาคารคงจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับ OTTV เพราะเป็นเรื่องการออกแบบเปลือกอาคารที่เป็นหน้าที่ของสถาปนิกวิศวกรที่ออกแบบไปแล้วก็บินหายไป แต่กลุ่มช่างอาคารนี้คงเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบอาคารหลังเปิดใช้จึงมีเสียงดังกว่า ทำให้ดูเหมือนว่าภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ถูกออกมาเพื่อประโยชน์ของกลุ่มที่สองนี้มากกว่า

ประเด็นที่ 8 กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ค่า OTTV สูงสุดที่ยอมรับได้เท่ากับ 45 วัตต์ต่อตรม. โดยไม่สนใจว่าจะเป็นอาคารประเภทอะไร แต่ตามทฤษฎีแล้ว อาคารแต่ละประเภทมีลักษณะการถ่ายเทความร้อนผ่านเปลือกอาคารไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีค่า OTTV แตกต่างกัน ค่า OTTV จะสูงหรือต่ำ จะขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่กระจกเป็นสำคัญ ซึ่งอาคารประเภทสำนักงานมักจะมีการออกแบบให้มีพื้นที่กระจกมาก เพราะต้องการแสงสว่างธรรมชาติมาก (…แต่หลายครั้งมีมากจนแสงจ้าเกินไปจึงต้องปิดมูลี่…) ในขณะที่อาคารประเภทห้างสรรพสินค้าจะไม่มีหน้าต่างกระจกมากนัก เพราะพื้นที่ใช้สอยด้านที่ติดผนังภายนอกมักเป็นพื้นที่เก็บของของห้างร้านที่เข้ามาเช่าหรือเป็นครัวของร้านอาหารที่มาเช่า ทำให้อาคารประเภทนี้จำเป็นต้องใช้แสงประดิษฐ์มากกว่าอาคารสำนักงาน ส่งผลให้ภาระการทำความเย็นของอาคารจะมาจากภายใน (Internal heat gain) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาจึงพยายามแยกประเภทอาคารออกเป็นกลุ่มประเภทต่าง ๆ ดังนี้

•อาคารสำนักงาน สถานศึกษา OTTV ไม่เกิน 50 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 15 วัตต์ต่อตรม.
•ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าย่อย OTTV ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 12 วัตต์ต่อตรม.
•โรงแรม โรงพยาบาล สถานพักพื้น OTTV ไม่เกิน 30 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตรม.

ดูเหมือนว่ากฎหมายใหม่น่าจะเปิดทางเลือกให้สถาปนิกมากกว่า แต่ปัญหาที่จะตามมาอีกก็คือ การแบ่งประเภทของอาคารตามความคิดของนักวิชาการในกระทรวงพลังงาน มักจะไม่สอดคล้องกับการแบ่งประเภทหรือแม้แต่การเรียกชื่อชนิดอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ยังมีอาคารบางประเภทเช่นโรงงาน หรืออาคารแบบ Mixed Use ขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ด้วยกันในตัวอาคารเดียวกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในประเภทอาคารอะไร แล้ววิธีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อนำมาแยกคำนวณค่า OTTV ของแต่ละส่วนจะทำอย่างไร นอกจากนี้ จากประเด็นที่ 7 อาคารชุดพักอาศัยประเภทคอนโด 40 ชั้น ควรจะอยู่ในกลุ่มอาคารประเภทใด ค่า OTTV จะเป็นเท่าไหร่ เหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ยากที่จะหาคำตอบ หากไม่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นปาหี่ทางวิชาชีพอีกเช่นเคย และปัญหาพลังงานของชาติก็คงจะไม่ได้รับการแก้ไข

ประเด็นที่ 9 สืบเนื่องจากประเด็นที่ 8 จะเห็นว่าอาคารแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้พลังงานไม่เหมือนกัน อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากเปลือกอาคารมาก ในขณะที่อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากระบบไฟฟ้าแสงสว่างมาก แต่เดิมกฎหมายที่ออกมา นอกจากจะกำหนดเกณฑ์ OTTV ที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรแล้ว ยังกำหนดเกณฑ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างที่ 16 วัตต์ต่อตารางเมตร และค่าประสิทธิภาพขั้นต่ำของระบบการปรับอากาศด้วย ซึ่งอาคารที่เข้าข่ายควบคุมจะต้องออกแบบให้ผ่านค่าขั้นต่ำพร้อมกันทั้งสามค่า โดยค่า OTTV/RTTV จะเป็นส่วนที่รับผิดชอบโดยสถาปนิก ค่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างต่อพื้นที่จะรับผิดชอบโดยวิศวกรไฟฟ้า และค่าประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศจะเป็นหน้าที่ของวิศวกรเครื่องกล โดยวิศวกรโครงสร้างไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในเรื่องการประหยัดพลังงานในอาคาร (…ถึงแม้ว่ากรมโยธาธิการจะเคยพยายามร่างกฎกระทรวงใหม่ที่กำหนดให้วิศวกรโยธาเป็นผู้เซ็นต์รับรองแบบขออนุญาติเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานก็ตาม !!!!…เหวอ…) ข้อบกพร่องของกฎหมายปัจจุบันก็คือ ผู้ออกแบบไม่มีทางเลือกว่าจะผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งจากทั้งสามเกณฑ์ข้างต้นได้ ต้องผ่านทั้งหมดยกชุด เช่นสถาปนิกอาจจะออกแบบให้เปลือกอาคารมีค่าการกันความร้อนดีมาก ๆ และเลือกที่จะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ก็จะทำไม่ได้ หรือสถาปนิกอาจจะออกแบบอาคารโดยใช้แสงสว่างธรรมชาติอย่างดีเยี่ยม ค่า OTTV อาจจะสูงขึ้น แต่ทำให้วิศวกรไฟฟ้าออกแบบโดยใช้ปริมาณดวงโคมน้อยลงมาก ๆ ก็จะเป็นไปไม่ได้อีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความพยายามที่จะแก้ไขกฎกระทรวงให้เพิ่มการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งอาคาร โดยการคำนวณการใช้พลังงานทั้งอาคารในหนึ่งปี หรือเรียกว่า Whole-Building Performance ซึ่งจะเปิดทางเลือกในการออกแบบและเลือกใช้อุปกรณ์อาคารได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี มีจุดที่น่าคิดอยู่ตรงที่ว่าหากอาคารมีการออกแบบให้ประหยัดพลังงานโดยการติดตั้งวัสดุเปลือกอาคารคุณภาพสูง ใช้ฉนวนหนา ใช้กระจกดี ทำให้ค่าก่อสร้างในส่วนงานสถาปัตยกรรมสูงขึ้น ในขณะเดียวกันอาคารที่ได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดีตั้งแต่ต้นนั้น ส่งผลให้ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง หรือใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างลดลง และทำให้มูลค่าก่อสร้างในส่วนงานวิศวกรรมลดลงอย่างมาก หากการทำงานของวิศวกรมีการคิดค่าออกแบบตามมูลค่าการก่อสร้างอาคาร จะหมายถึงว่าส่วนแบ่งค่าแบบของเขาจะลดน้อยลงด้วยหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่วิศวกรที่ช่วยเราออกแบบให้อาคารมีประสิทธิภาพสูง ทำให้ลดขนาดเครื่องปรับอากาศ หรือลดอุปกรณ์ไฟฟ้าน่าจะได้รางวัลจากเจ้าของอาคารมากกว่า เพราะออกแบบอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าปกติ นอกจากนี้ นักวิชาชีพมักจะภาคภูมิใจในประสบการณ์ที่ได้ออกแบบอาคารมูลค่าสูง เพราะดูเหมือนเครื่องแสดงความสามารถในการรับงานชิ้นต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานราชการที่มักจะใช้เกณฑ์คุณสมบัติที่วัดกันที่มูลค่าก่อสร้างอาคารที่เคยทำมา หรือขนาดเครื่องทำความเย็นที่เคยออกแบบมานั่นเอง

ประเด็นที่ 10 การออกแบบป้ายทะเบียนรถยนต์ ให้มีสีสัน รูปร่าง ขนาด และรูปแบบตัวหนังสือรวมทั้งตำแหน่งติดตั้ง ก็เพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (…ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับวินัยในการขับขี่ของผู้ขับรถโดยตรง…) ได้ผ่านการศึกษาวิจัยกันมาแล้ว จึงกำหนดเป็นมาตรฐานอย่างง่าย ๆ ดังที่เห็นกัน การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงานด้วยการกำหนดค่า OTTV ก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าอาคารที่มีค่า OTTV ต่ำจะช่วยลดปริมาณความร้อนผ่านเข้าสู่อาคารทางเปลือกอาคาร ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานในการทำความเย็น อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งอาคารประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องทำการคำนวณ OTTV น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการออกแบบร่างขั้นต้นที่สถาปนิกทั่วไปต้องการ ทั้งนี้เพราะหากปล่อยให้การออกแบบ Design Development ดำเนินไปโดยไม่เคยทำการคำนวณ OTTV ผลที่ได้ก็คือการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ฉนวนกันความร้อนและกระจกชนิดพิเศษราคาแพงเท่านั่นเอง แนวทางการออกกฎหมายอีกวิธีหนึ่งก็คือการกำหนดวิธีมาให้ออกแบบตามแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิจัยคิดมาให้แล้ว ให้ผู้ออกแบบทำตามโดยไม่ต้องคิดมาก  ซึ่งสถาปนิกไทยบางส่วนอาจจะไม่ชอบ เพราะเป็นเสมือนการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ รูปแบบการออกกฎหมายแบบนี้ เรียกว่า Prescriptive Method ได้เคยมีงานวิจัยให้กระทรวงพลังงาน เพื่อออกกฎหมายแบบ Prescriptive ดังตารางประกอบที่แนบมาด้วยกันนี้ ซึ่งหน้าที่ของผู้ออกแบบก็คือประมาณการว่าอาคารที่กำลังออกแบบอยู่นั้น มีสัดส่วนพื้นที่ช่องเปิดต่อพื้นที่ผนังทั้งหมด (WWR-Window-to-wall-area ratio) เป็นกี่เปอร์เซนต์ (20-80%) แล้วจึงเลือกใช้ชนิดวัสดุเปลือกอาคารในส่วนผนังทึบและกระจก ตามค่าในตารางนั้น ๆ ซึ่งค่าที่กำหนดให้จะเป็นตัวเลขค่าการป้องกันความร้อนซึ่งผู้ออกแบบสามารถเปิดแคทตาล็อคผลิตภัณฑ์และเลือกใช้ได้ทันที แต่ถ้าหากว่าผู้ออกแบบไม่ต้องการดำเนินการตามนั้น ก็สามารถเลือกใช้การคำนวณ OTTV หรือวิธี Whole-Building Performance ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก็ได้

บทสรุป การออกกฎหมายใด ๆ มาใช้จะต้องคำนึงถึงประโยชน์มหาชนที่จะเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายนั้น กฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารเป็นกฎหมายที่หากมีผลบังคับใช้จริง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งในแง่การลดใช้พลังงาน และสร้างอาชีพใหม่ ๆ ที่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ แต่หากการตรากฎหมายนี้ออกมาด้วยความเป็นห่วงผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่าง ๆ มากเกินไป จะทำให้การใช้กฎหมายมีข้อยกเว้น หรือมีข้อผ่อนผันมากจนเกิดความกำกวมในการบังคับใช้ ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ได้อาศัยต้นแบบการพัฒนาจากกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานของสากล แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศ กลับประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่นความไม่พร้อมของบุคลากร หรือการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบหรือการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างวิชาชีพหลายวิชาชีพ (…หรือก็คือเรื่องการเมืองนั่นเอง…) แน่นอนว่ากลุ่มผู้ออกกฎหมายมักจะมีความเอนเอียงให้กฎหมายออกไปในแนวทางวิชาชีพของตน จนอาจจะไปกีดกันวิชาชีพอื่นที่จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ประเทศชาติ ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ได้มองเห็นว่าเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน เป็นเสมือนเค้กชิ้นโต ที่หลายฝ่ายกำลังจ้องเข้ามามีส่วนร่วม การพยายามมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนา แต่หากการพยายามมีส่วนร่วมเพียงเพื่อผูกขาดและกีดกันการมีส่วนร่วมของฝ่ายอื่น ๆ ด้วยการออกกฎหมายที่ยุ่งยากต่อการเข้าใจหรือกีดกัน ”ความพยายามทำดี” ของกลุ่มอื่น ๆ กฎหมายที่ออกมาก็จะไม่มีผลสำเร็จในเชิงปฎิบัติ กฎหมายที่ดีต้องหวังผลสำเร็จการบังคับใช้ในเชิงปฏิบัติด้วย โดยมุ่งที่ประโยชน์ของประเทศชาติที่จะตามมามากกว่าการตีความตามตัวหนังสือแบบ “ศรีธนญชัย” ที่เคยทำให้บ้านเมืองเกือบพินาศย่อยยับมาแล้ว บัดนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังบังคับ และความพร้อมภายในประเทศมีเพียงพอ จึงถึงเวลาแล้วที่การอนุรักษ์พลังงานในอาคารจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะเอาจริงเอาจัง มาตรการรณรงค์หรือการส่งเสริมให้ประหยัดพลังงานได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผลกับคนไทย เพราะเราเป็นชนชาติที่จะต้องถูกบังคับให้ทำตาม เราจึงมีกฎหมายหยุมหยิมมากมาย และเราจึงมีศรีธนญชัยเข้ามาหาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว และในที่สุด ทุก ๆ 5-10 ปี เราก็จะมีเผด็จการทหารเข้ามาปราบปรามเหล่าศรีธนญชัยเหล่านี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ………
 
รายการอ้างอิง

•กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (2550). ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 กองฝึกอบรม กระทรวงพลังงาน

•พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535

•จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2549). รายงานฉบับสุดท้าย เล่ม 1หลักเกณฑ์การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โครงการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร เรื่องข้อกำหนดและแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารขนาดต่ำกว่าอาคารควบคุมขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ อาคารที่พักอาศัย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

•อรรจน์ เศรษฐบุตร  (2551). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารทาวน์เฮ้าส์ วารสาร JARS 5(1).2007 หน้า 29-51 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

•อรรจน์ เศรษฐบุตร และ ธนิต จินดาวณิค (2550). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารบ้านเดี่ยว เอกสารประกอบการประชุมเชิงวิชาการเครือข่ายพลังงานแห่งประเทศไทยครั้งที่ 3 23-25 พฤษภาคม 2550  โรงแรมใบหยกสกาย  จังหวัดกรุงเทพฯ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Comments (1) »

10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 2

ประเด็นที่ 2 หากการไม่ดัดแปลงป้ายทะเบียนให้เป็นทะเบียนยาวสวยงามตามสมัยนิยม หมายถึงการมีวินัยจราจรที่ผู้ขับรถ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่เจ้าของรถหรือเจ้าของทะเบียนรถ) พึงกระทำในการใช้รถใช้ถนน การที่อาคารมีค่า OTTV ตามเกณฑ์ที่กฎหมายระบุก็คือการออกแบบให้อาคารประหยัดพลังงาน แต่ทำไมกฎหมายจึงระบุให้อาคารต้องทำการปรับปรุงอาคารอีกครั้งเมื่ออาคารเปิดใช้งาน แล้วมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์ 5.5 ล้าน kWh ต่อปี ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าของอาคารก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้ผ่าน OTTV เสียตั้งแต่แรก แล้วค่อยปรับปรุงอาคารครั้งเดียว ภายหลังจากที่อาคารเปิดใช้ จะไม่ดีกว่าหรือ ? เพราะการออกแบบอาคารให้ผ่าน OTTV ในครั้งแรกก็ต้องใช้เงินลงทุน การปรับปรุงอาคารภายหลังก็ต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าค่า OTTV ที่ต่ำตามเกณฑ์ ไม่ได้มีผลต่อการประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับการขับขี่รถที่มีป้ายทะเบียนถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายถึงคนขับรถเป็นผู้มีวินัยจราจร

ประเด็นที่ 3 ถ้าความผิดวินัยจราจรที่เกิดขึ้นด้วยการขับขี่รถที่ทำการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถ เป็นของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่แล้ว ผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนซึ่งถือเป็นเอกสารราชการ (โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม) ควรจะต้องมีความผิดอาญาด้วยเช่นกัน แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีร้านรับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนเกิดขึ้นอย่างดาษดื่นโดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าผมจะพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย OTTV (จนสีข้างแดง) ก็คงต้องบอกว่าผู้รับจ้างออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมายก็คงไม่ต่างอะไรกับผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนนี่เอง สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นผู้รับผิดชอบการเลือกใช้วัสดุเปลือกอาคาร ซึ่งหากออกแบบอาคารมาแล้วไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรจะต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับเจ้าของอาคารด้วย ใช่หรือไม่ ? แต่ถ้าเจ้าของอาคารได้ให้ความไว้วางใจในตัวสถาปนิก ในการออกแบบอาคารให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายทุกประการ แต่สถาปนิกกลับละเลยไม่สนใจทำให้ถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องได้รับความเสียหายโดยการถูกปรับหรือถูกบังคับให้ปรับปรุงอาคารภายหลังเปิดใช้งาน เจ้าของอาคารก็ควรจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากสถาปนิก หรืออาจจะนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสภาสถาปนิกได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น เช่นแพทย์ นักบัญชี ทนายความ วิศวกร แต่หากเจ้าของอาคารเป็นผู้ว่าจ้างให้สถาปนิก (หรือผู้ดัดแปลงป้ายทะเบียน) ออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมาย OTTV ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ และตัวสถาปนิกก็ทำตามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ตัวสถาปนิกเองก็คงเป็นเพียงนักวิชาชีพขายตัวที่ไม่มีจรรยาบรรณ !!! ซึ่งดูจะเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงสำหรับวิชาชีพอันทรงเกียรตินี้ แต่ผมขอเรียนว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของวิชาชีพมันคงไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรมชาติเพื่อคุ้มครองทุกคนที่ประกอบวิชาชีพนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยบทบาทของสถาปนิกทุกคนที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ ขอโปรดได้ดูกรณีศึกษาของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง

ประเด็นที่ 4 เป็นที่น่าตลกที่ต้องมีคำว่า “เขตกวดขันวินัยจราจร” ทำให้รู้สึกว่าวินัยจราจร เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาว่าจะกวดขันกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่แน่ใจว่าการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจรจะหมายถึง การไม่ต้องมีวินัยจราจรหากไม่จำเป็นจริง ๆ หรือไม่ การออกกฎหมายแล้วไม่มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพคงจะหมายถึงการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจร ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะถือโอกาสในการเลือกปฏิบัติได้ แต่อย่างไรก็ดี การออกแบบปลูกสร้างอาคารคงจะไม่เหมือนการติดตั้งป้ายทะเบียนรถ ที่หากผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนไป แล้วบอกให้รถทุกคันต้องปรับแก้ให้ถูกต้อง เราก็คงจะกระทำกันได้โดยง่าย ในกรณีของอาคารที่เปิดใช้งานไปแล้ว การปรับปรุงอาคารให้มีค่า OTTV ถูกต้องเพื่อการประหยัดพลังงานดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะหากมองด้วยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผมอยากจะขอเตือนผู้ร่วมวิช่าชีพว่า ด้วยสถานการณ์น้ำมันแพง และภาวะโลกร้อน รัฐบาลกำลังปัดฝุ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงานมาใช้อย่างเคร่งครัดมากกว่าเดิม ทั้งนี้มิใช่เพื่อตอบคำถามชาวไร่ชาวนาว่าทำไมเอาเงินภาษีรัฐไปอุดหนุนให้พลังงานมีราคาต่ำเพื่อช่วยเหลือคนมีรถขับ หรือออกเงินซื้อฉนวนกันความร้อนแจกอาคารเอกชนที่ไม่รับผิดชอบให้ประหยัดพลังงาน แต่รัฐต้องตอบคำถามให้แก่ประชาคมโลกว่าทำไมประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการประหยัดพลังงานแล้ว ทำไม่ถึงไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งรัฐก็บอกว่ายังไม่มีความพร้อมทางด้าน Know How ซึ่งโกหกทั้งเพ เพราะทำให้ต่างชาติคิดว่าสถาปนิกไทยโง่ และพยายามส่งผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็ไม่ได้รู้เรื่องสถาปัตยกรรมเมืองร้อนชื้นมากไปกว่าบรรพบุรุษไทยสักเท่าไหร่เลย มาช่วยหาวิธีออกแบบประหยัดพลังงานในอาคารให้แก่ประเทศไทย ซึ่งถ้าหากเรื่องแค่นี้สถาปนิกไทยยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างชาติ เราก็อย่าหวังที่จะเปิดเสรีวิชาชีพเพื่อไปออกรับงานต่างชาติกันเลย เพราะในต่างประเทศล้วนมีกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสิงคโปร์ก็เรียกว่า OTTV เหมือนกับบ้านเรา แถมยังกำหนดค่าที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรเท่ากันเสียอีกด้วย

ประเด็นที่ 5 การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่แน่ใจในตัวบทกฎหมายที่ตนเองใช้อยู่ และปล่อยผู้ขับขี่ไปโดยพยายามให้คิดว่าเป็นการอนุโลมให้นั้น ในส่วนของกฎหมาย OTTV ก็พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ซึ่งบังคับใช้กฎหมาย กลับไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เพียงพอที่จะตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายเพียงใด วิธีการคำนวณค่า OTTV ถ้าจะว่ากันตามจริง ก็เป็นวิธีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายมาก ซึ่งผู้ออกแบบนอกจากจะต้องนับหนึ่งถึงสิบได้ บวกลบเลขคณิตเก่งเท่าเด็ก ป.4 คำนวณพื้นที่ผนังอาคารได้ จะต้องมีพื้นฐานทางด้านฟิสิกส์การถ่ายเทความร้อนบ้างพอสมควร จึงจะเข้าใจได้ดี ซึ่งจริง ๆ แล้วเด็กปีหนึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จะทำได้ดีกว่าสถาปนิกระดับวุฒิด้วยซ้ำไป แต่การที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุมีผล เพราะสถาปนิกมักจะโยนให้เป็นหน้าที่ของวิศวกร จึงทำให้สถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เด็กสายศิลป์น่าจะเรียนได้ดีกว่าเด็กสายวิทย์ และสถาปนิกส่วนใหญ่ที่จบออกไป (…รวมทั้งอาจารย์สถาปัตย์ส่วนใหญ่…) ไม่สามารถคำนวณ OTTV ได้ และจะยิ่งไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าหากเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่ อบต. จะไม่สามารถตรวจรับรองผลการคำนวณดังกล่าวได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กฎหมายที่สำคัญต่อประเทศชาติฉบับนี้ต้องกลายเป็นเพียง “ปาหี่ทางวิชาชีพ” ตลอดมา คำถามต่อมาก็คือว่าแล้วกรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ได้มัวไปทำอะไรอยู่ จึงปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ผล คำตอบก็คือผู้ออกกฎหมายคือกระทรวงพลังงาน แต่กลับไม่มีอำนาจบังคับใช้ ไม่มีอำนาจไปจับหรือปรับเจ้าของอาคาร หรือไปยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากผู้ออกแบบ ในขณะที่การดัดแปลงป้ายทะเบียนรถนั้นผิดกฎหมายกระทรวงคมนาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับสามารถแย่งใช้อำนาจไปทำการตรวจจับได้ตลอดเวลา ทางออกของกรมโยธาธิการก็คือต้องแก้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ในมาตราที่ 7 ให้เพิ่มเติมขอบเขตของกฎหมายควบคุมอาคารให้เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานในอาคารด้วย ทั้งที่ ๆ ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวได้ครอบคลุมเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว (ที่ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องยื่นขอ EIA กัน) แต่ผมไม่ทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดจึงมองไม่เห็นว่าปัญหาพลังงานกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าท่านยังไม่รู้ ผมก็ขอเชิญให้ท่านไปหาดูภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth กันสักคนละรอบ หากการแก้พระราชบัญญัติเป็นไปได้ยาก จะมีทางเป็นไปได้ไหมว่าให้ตีความเรื่องพลังงานเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะว่าขณะนี้ทั้งโลกเขาเห็นพ้องกันว่าเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันหมดแล้ว ทำไมกรรมการ EIA จึงไม่ถามหาค่า OTTV จากอาคารไปเลย แต่กลับไปบังคับให้เขาหาที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามจำนวนตันของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งลำบากมาก ๆ และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางทีกรรมการ EIA อาจจะไม่รู้จัก OTTV เลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นความผิดของรัฐเองที่คนของรัฐกลับไม่รู้เรื่องกฎหมายที่รัฐออกมาบังคับเอกชน
 
ประเด็นที่ 6 มีผู้รู้จำนวนหนึ่งเห็นพ้องกันว่า เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดไม่ว่าจะทำผิดกฎจราจร หรือไม่มีวินัยจราจร ให้พยายามขอร้องโดยอ้างตัวว่าเป็นข้าราชการด้วยกัน น่าจะผ่อนปรนให้กันได้ ถ้าให้ดีก็ควรจะโชว์บัตรข้าราชการในตำแหน่งอาจารย์ ซี สูง ๆ ด้วย เพราะเป็นบุคลากรผู้หลักผู้ใหญ่ในสถาบันการศึกษา น่าจะเป็นผู้ที่น่าเคารพนับถือเป็นพิเศษ (…ซึ่งไม่จริงเสมอไป…) หากท่านได้ทำผิดลงไป น่าจะเป็นเพราะสุดวิสัย ไม่ได้เจตนา หรือมีเหตุผลจำเป็นจริง ๆ ถ้ากลับมาดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร (…สีข้างแดงอีกแล้ว…) จะพบว่าเป็นเรื่องเลวร้ายแบบปรกติที่มักจะเห็นอาคารราชการไม่ต้องเคารพกับกฎหมายควบคุมอาคารและในที่สุดก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในละแวกใกล้เคียง (…เช่นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไม่มีการเตรียมที่จอดรถไว้อย่างเพียงพอ ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องจอดรถเกะกะบนถนนสาธารณะ ทำให้การจราจรติดขัด…) มูลเหตุที่สำคัญที่ทำให้อาคารราชการหยิ่งผยองไม่เคารพกฎหมาย ก็เนื่องมาจากการที่หน่วยงานราชการไม่ต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง เพียงทำหนังสือ “แจ้งให้ทราบ” ว่าจะปลูกสร้างอาคารบนที่ดินนี้แล้วแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผลก็คืออาคารราชการจำนวนมากออกแบบปลูกสร้างกันโดยไม่สนใจแม้แต่จะลองคำนวณค่า OTTV ดูเพื่อที่จะรู้ว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่าน หากหน่วยงานของรัฐเป็นอย่างนี้เสียเอง แล้วจะมาบังคับควบคุมเอกชนให้ประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร การที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร มิใช่หมายความว่าหน่วยงานนั้นจะสามารถปลูกสร้างอาคารได้อย่างผิดกฎหมาย ขอให้ลองพิจารณาอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูอีกที ผู้รับผิดชอบยังไม่อาจแยกแยะเรื่องความแตกต่างระหว่างการไม่ทำตามกฎหมาย และการไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างได้เลย ทำให้เกิดเป็นข้อครหาไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้อาคาร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าค่า OTTV ของอาคารนั้นว่าเป็นเท่าไหร่ด้วยซ้ำ ที่เลวร้ายขึ้นไปอีกก็คือว่าปัจจุบันราชการดูเหมือนว่าจะรู้ตัวว่าชอบทำผิดกฎหมายมาตลอด จึงมีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานฉบับนี้ไม่ให้ครอบคลุมอาคารราชการทั้งหมดอีกด้วย อ้าว…หากเป็นเช่นนี้แล้วก็อย่ามารณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อชาติกันอีกต่อไปเลย…เฮ้อ !!!  ล่าสุดทางกฤษฎีกาตีความมาว่าจะต้องเขียนให้ควบคุมอาคารของรัฐด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ !!!

 

ต่อตอนต่อไป ….

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a comment »

10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 1

…. เมื่อหลายคืนก่อนหลังจากที่ผมเสร็จภารกิจประชุมกรรมการบริหาร สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญอันหนึ่งนั่นคือการพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำสมาคม ฯ (…ซึ่งรวมตั้งแต่คนขับรถ คนส่งของ จนถึงผู้อำนวยการสถาบันสถาปนิกสยาม…) ผมขับรถกลับบ้านในเวลาเกือบเที่ยงคืน ผ่านบริเวณถนนตัดใหม่ เส้นที่จะไปทะลุถนนรัชดาภิเษก ผ่านทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ระหว่างขับไป โดยไม่รู้ตัวก็เข้าไปอยู่ท่ามกลางมหกรรมประลองความเร็วของกลุ่มวัยรุ่นแก๊งค์มอเตอร์ไซค์ ที่ดูเหมือนว่าความภาคภูมิใจอย่างเดียวในชีวิตน้อย ๆ ของพวกเขาคือรถจักรยานยนต์ กว่าที่ผมจะรอดออกไปจากสนามแข่งรถแห่งนี้อย่างปลอดภัยได้ โดยไม่บังเอิญไปคร่าชีวิตน้อย ๆ ที่ไร้ค่าเหล่านั้น ผมก็ต้องประหลาดใจต่อมาว่ามีป้ายจราจรเขียนชัดเจนว่า “ท่านกำลังเข้าสู่เขตกวดขันวินัยจราจร โปรดเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด” วางตั้งอยู่ห่างจากสนามแข่งรถสักไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร พร้อมกับมีด่านตรวจอยู่ถัดออกไปไม่เกิน 50 เมตร ผมถูกเรียกตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ นึกว่าคงจะตรวจแอลกอฮอล์ แต่กลับโดนใบสั่งเพราะรถที่ผมขับมาได้ “ดัดแปลงป้ายทะเบียนรถ” จากป้ายทะเบียนของกรมขนส่งทางบก ให้เป็นป้ายทะเบียนยาว ซึ่งวินัยจราจรที่เขากำลังกวดขันกันนี้คงคล้ายเรื่องการแต่งกายผิดระเบียบ หรือการไว้ผมยาวมากกว่า 3 เซนติเมตรในโรงเรียนชายล้วนบางแห่ง ในขณะที่ห่างออกไปไม่ไกล กลับปล่อยให้มีการใช้ถนนหลวงเป็นสนามประลองความเร็ว ในระหว่างที่ทำการต่อรองขอผ่อนผันการบังคับใช้วินัยดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอยึดใบอนุญาตขับขี่ เนื่องจากผมได้ขับขี่พาหนะที่มีผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนให้ และผู้รับจ้างก็เปิดร้านรับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย รวมทั้งยังลงโฆษณาร้านทางหน้าหนังสือพิมพ์อีกด้วย ครั้นผมแย้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีสิทธิ์ยึดใบขับขี่ของประชาชน โดยอ้างคำพูดที่เคยได้ยินจากนักกฎหมายท่านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้นก็เกิดอาการไม่มั่นใจในระเบียบที่ตนเองเป็นผู้บังคับใช้อยู่ทุกวัน และปล่อยผมไป โดยไม่แจ้งข้อหาความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น …..

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมได้ฉุกคิดถึงการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ก้ำกึ่งกำกวม หรือไม่น่าเป็นที่เข้าใจในหมู่ผู้ปฏิบัติวิชาชีพอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และออกเป็นพระราช กฤษฏีกาอาคารควบคุมในปี พ.ศ. 2538 รวมกับกฎกระทรวงอีก 3 ฉบับในปีเดียวกัน เนื้อหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสถาปนิกคือการกำหนดค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านเปลือกอาคาร หรือ OTTV (Overall Thermal Transfer Value) และ RTTV (Roof Thermal Transfer Value) ซึ่งกำหนดวิธีการคำนวณค่าดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยให้อาคารใหม่มีค่า OTTV ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตารางเมตร และอาคารเก่ามีค่า OTTV ไม่เกิน 55 วัตต์ต่อตารางเมตร ค่า RTTV ทั้งอาคารเก่าและใหม่ไม่เกิน 25 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งอาคารที่จะอยู่ในข่ายควบคุมก็คืออาคารที่มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับอาคารควบคุมดังนี้

 •“อาคารที่มิใช่พระราชวัง สถานทูต องค์การระหว่างประเทศ โบราณสถาน วัดวาอาราม อาคารทางศาสนา” (…หมายความว่าอาคารราชการทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย !!!)

 •“อาคารหลังเดียวหรือหลายหลังภายใต้เลขที่บ้านเดียวกัน ที่ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1,000 kW ขึ้นไป หรือมีหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ตัวเดียวหรือหลายตัวรวมกัน ขนาด 1,175 kVA” (…หมายความว่าคอนโด 40 ชั้นที่แต่ละยูนิตมีเลขที่บ้านของตัวเอง และมีมิเตอร์ตัวน้อยของตัวเอง ไม่ต้องออกแบบให้ประหยัดพลังงานตามกฎหมาย OTTV/RTTV !!!)

•“อาคารมีการใช้พลังงานสิ้นเปลืองทั้งหมดมากกว่า 20 ล้าน MJ (5.5 ล้าน kWh) ในหนึ่งปี (1 ม.ค.- 31 ธ.ค.)” (…ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าจะออกแบบเปลือกอาคารให้ผ่าน OTTV/RTTV หรือไม่ก็ตาม แต่หากมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์ดังกล่าว เมื่อเปิดใช้งานจริงก็จะตกเป็นอาคารควบคุมซึ่งต้องทำการตรวจสอบการใช้พลังงาน และทำการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงานภายหลังกันอีก !!!! นอกจากนี้ หากอาคารเป็นอาคารใหญ่มากมาก แต่ใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่พวกเล็กแต่ด้อยประสิทธิภาพ จะใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่าเพียงใด ก็ไม่อาจลดลงต่ำกว่า 5.5 ล้าน kWh ต่อปีได้เลย อาคารเหล่านั้นก็ไม่ควรที่จะต้องโดนบังคับให้ปรับปรุงอะไรอีกแล้วมิใช่หรือ ? ทำไมกฎหมายจึงไม่กำหนดที่ปริมาณการใช้พลังงานต่อตารางเมตร ???)

ประเด็นแรกที่จะขอเขียนถึงก็คือถ้าหากการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถถือเป็นการละเมิดวินัยการจราจรรุนแรง (มากกว่าการปิดถนนแข่งรถ) การออกแบบอาคารโดยมีค่า OTTV/RTTV เกินเกณฑ์ก็คือการกระทำผิดกฎหมายรุนแรงเช่นกัน (…เพราะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน…) ดังนั้นจะต้องให้เจ้าของรถ หรือเจ้าของอาคารทำการปรับปรุงให้ถูกต้อง แต่สิ่งที่พบเห็นอยู่ก็คือยังมีผู้ใช้รถจำนวนมากยังคงใช้ป้ายทะเบียนยาว (…หรือแม้แต่ใส่กรอบป้ายทะเบียน…) โดยไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย หรือรู้ว่าผิดแต่ยังทำเพราะเห็นว่าใคร ๆ ก็ทำ หรือไม่สนใจว่าผิดเพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีบทลงโทษ ไม่ได้เข้มงวดให้เจ้าของรถ หรือเจ้าของอาคารทำการปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง จากผลการสำรวจอาคารโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ซึ่งพบว่าอาคารส่วนใหญ่ยังมีค่า OTTV เกินเกณฑ์ที่ 45 วัตต์ต่อตรม. อยู่อีกเป็นจำนวนมาก
ต่อตอนต่อไป ….

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a comment »

Building Technology: นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ หรือสิ่งจูงใจทางการตลาด ?

picture1

 

“อะไรคือเทคโนโลยีอาคาร?” เป็นคำถามที่ผู้เขียนมักถูกถามอยู่เสมอ ในฐานะที่เป็นครูผู้สอนสถาปัตยกรรมคนหนึ่ง ผู้ซึ่งพยายามสอนเกณฑ์และแนวคิด (Criteria and concept) ในการออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Architecture) แต่กลับถูกตีตราให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการประหยัดพลังงานและระบบวิศวกรรมอาคาร จนเสมือนเป็นวิศวกรที่แฝงกายอยู่ในโรงเรียนสถาปัตย์ (T_T) ผู้เขียนจึงต้องออกมาชี้แจงโดยอาศัยบทความนี้เพื่อบอกว่า สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น แท้จริงแล้วก็คือนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่คำว่า “สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น” ไม่สามารถขายได้ในเชิงธุรกิจ เพราะดูเหมือนจะขาดสิ่งจูงใจทางการตลาด ไม่มีเทคโนโลยีนำสมัยที่เลิศหรูมาสร้างความตื่นตาตื่นใจ นิสิตนักศึกษารวมทั้งสถาปนิกอาชีพจึงไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่กลับพยายามเรียกร้องให้ผู้เขียนสรรหาแต่สิ่งที่เรียกว่า New technology มานำเสนอ เขาคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มให้อาคารของเขาอยู่สบาย ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อมและ….ต่อสู้โลกร้อน ไม่ว่าเขาจะลอกแบบอาคารมาจากแมกกาซีนต่างประเทศเล่มไหนก็ตาม ในท้ายสุดแล้วสิ่งที่เขาเรียกว่า Building technology จะเข้ามาแก้ไขให้อาคารนั้น ๆ มี “ความชอบธรรม” ที่จะก่อสร้างในเขตภูมิอากาศต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน ซึ่งในความคิดเห็นของผู้เขียน การเรียกร้องหาเทคโนโลยีอาคารใหม่ ๆ มาบริโภคอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่พยายามทำความเข้าใจทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรากเหง้าของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ก็เปรียบเสมือนการไปวัดไปทำบุญเพื่อขอเลขเด็ด หรือดูดวง โดยไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร ซึ่งหากสถาปนิกเห็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาคาร เป็นแค่เปลือกประดับของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Building technology ก็คงจะเป็น “ไสยศาสตร์” ที่กำลังเข้ามากลืนกินความเป็น “พุทธศาสตร์” ในทุกวันนี้นั่นเอง

มาถึงจุดนี้ อาจจะมีคำถามว่าผู้เขียนเห็นอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นรึ ? ถึงบังอาจกล่าวว่าวิทยาศาสตร์เป็นรากเหง้าของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ในขณะที่ปรมาจารย์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นบางท่าน มักจะต่อต้านวิทยาการสมัยใหม่ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่นำความวิบัติมาสู่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ผู้เขียนขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยการยกคำว่า “สถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับสภาพอากาศ” หรือ Climate-responsive architecture และอาศัยกรณีศึกษาของสถาปัตยกรรมแบบมุสลิมมาเป็นตัวอย่าง ผู้เขียนเองมิใช่ชาวมุสลิม และไม่เคยพักอาศัยในเขตทะเลทราย แต่ครั้งหนึ่งเคยได้รับเชิญไปให้คำปรึกษาการออกแบบอาคารในเขตร้อนแห้ง ในระหว่างที่เก็บข้อมูลสภาพอากาศมาประมวลเข้ากับพื้นความรู้ทางฟิสิกส์ที่ผู้เขียนมีอยู่เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นแนวทางการออกแบบ ได้พบว่าบ้านพื้นถิ่นแบบมุสลิมเป็นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวางผังพื้นที่ใช้สอยแบบปิดล้อม การเจาะช่องเปิดระดับสูง การเลือกใช้วัสดุเปลือกอาคารมวลสารมาก การมีคอร์ทปิดกลางบ้านที่มีบ่อน้ำพุ ล้วนเป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สามารถอธิบายด้วยหลักฟิสิกส์ได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมทุกเหตุผล แต่มีน้อยคนนักที่จะเห็นสิ่งที่เป็น Building technology ในบ้านพื้นถิ่นแบบนี้ การพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์บ้านมุสลิมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ คงต้องอธิบายเรื่องกฎของอุณหพลศาสตร์และทฤษฎีการถ่ายเทความร้อน (Laws of Thermodynamics & Heat Transfer theory) ซึ่งต้องเกี่ยวกับการนำความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสีความร้อน การระเหยของน้ำ การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ และการระบายอากาศ

picture2

จากภาพที่แสดงบ้านมุสลิม ทางด้านการวางผังจะพบว่ามีความพยายามออกแบบพื้นที่ใช้สอยแบบปิดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนแห้ง การที่ไม่มีหน้าต่างด้านนอกก็เพื่อหลีกเลี่ยงลมร้อนที่จะพัดพาความร้อนและฝุ่นทรายในเวลากลางวันเข้าสู่อาคาร รวมทั้งช่วยปิดกั้นลมหนาวที่จะพัดเข้ามาในเวลากลางคืน การออกแบบพื้นที่ปิดล้อมจะช่วยให้อาคารรักษาความเย็นเอาไว้ในคอร์ทภายในอาคาร เมื่อร่วมกับการใช้วัสดุมวลสารมากเช่นอิฐหรือดินเหนียว ก็จะทำให้อาคารมีลักษณะของ Thermal Mass ที่หน่วงความร้อนในเวลากลางวัน และเก็บกักความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นในเวลากลางคืน อย่างไรก็ดีการระบายอากาศวิธีธรรมชาติก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความรู้สึกอึดอัดภายในคอร์ท จึงต้องมีช่องระบายอากาศบ้างเล็กน้อย เพียงแต่ต้องระวังทรายที่จะพัดเข้ามาด้วย จึงพบว่ามีความพยายามเจาะช่องลมในระดับสูงเพื่อกันทรายเข้า เพราะเม็ดทรายมีน้ำหนักมาก จึงไม่ลอยตัวในระดับที่สูงเกินระดับหน้าต่าง นอกจากนี้ จะพบว่ามีการใช้น้ำพุภายในคอร์ทกลางนี้ ซึ่งเหตุผลก็คือเพื่อสร้างความเย็นให้อากาศภายในด้วยวิธี Direct Evaporative Cooling ที่มีหลักการว่าเมื่อน้ำระเหย น้ำก็จะเอาความร้อนในอากาศไปช่วยให้เกิดการระเหย ทำให้อากาศสูญเสียความร้อน อากาศภายในจึงเย็นลงและมีความชื้นมากขึ้นเกิดสภาวะน่าสบาย (Thermal Comfort) โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานหรือเครื่องจักรกลที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงใด ๆ ทั้งสิ้น บ้านมุสลิมที่กล่าวมานี้เป็นความพยายามทำความเข้าใจลักษณะภูมิอากาศและนำภูมิปัญญาที่เป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยออกแบบในลักษณะ Passive Design ซึ่งก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมที่น้อยคนนักที่จะพยายามทำความเข้าใจ เนื่องจากขาดความรู้พื้นฐานทางด้านฟิสิกส์มาตั้งแต่ต้น

ทฤษฎีเรื่องการหลบความร้อนและสร้างความชื้นในบ้านมุสลิม ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับสถาปนิกไทย ลองมาดูบ้านเมืองหนาวในยุโรปกันบ้าง ว่าสภาพอากาศและรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพอากาศของเขาเป็นอย่างไร อากาศหนาวในแบบยุโรปเกิดจากการที่ตั้งอยู่บนบริเวณละติจูดสูง ๆ ดวงอาทิตย์ทำมุมต่ำกับพื้นโลก (Low Incidence Angle) พื้นโลกจึงไม่ได้รับการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีการออกแบบ Passive Design ที่เกิดขึ้นคือความพยายามที่จะ “เสนอหน้า” รับแดดมาก ๆ (แตกต่างจากบ้านมุสลิมมาก ๆ ในจุดนี้) การมีเปลือกอาคารโปร่งใส แต่มวลสารภายในทึบตัน เพื่อให้แสงแดดส่องทะลุผนังโปร่งใสเกิดเป็นความร้อนที่สะสมอยู่ในผนังทึบตันด้านในเพื่อสร้างความอบอุ่นให้อาคาร ซึ่งคล้ายกับปรากฏการณ์การกักเก็บความร้อนในบ้านมุสลิม แต่ต่างกันตรงที่ว่าบ้านมุสลิมไม่ต้องการแสงแดดในเวลากลางวันเลย แต่บ้านยุโรปยังต้องการแสงแดดเวลากลางวันมากที่สุด จึงต้องการหน้าต่างแบบ Bay Window และเกิดเป็นนวัตกรรมที่สำคัญของโลกขึ้นก็คือ “กระจก” นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ากระจกที่ดีมักจะมาจากเยอรมัน ซึ่งหากจะกล่าวถึงทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของยุโรป ก็คงจะต้องปูพื้นฐานกันตั้งแต่เรื่องคลื่นแสง คลื่นความร้อน การแผ่รังสีความร้อน Angle Factor และ Greenhouse Effect ที่ทำให้เกิดแนวทางการออกแบบแบบนี้ได้ และแน่นอน ก็จะเป็นอีกเรื่องที่ดูจะยากเย็นเกินไปสำหรับสถาปนิกไทยอีกเช่นเคย (เพราะสถาปนิกไทยมักจะขี้เกียจฟังเหตุผลทางวิชาการจากนักวิชาการ แต่อยากฟังจากตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากกว่า) ซึ่งหากจะว่ากันไป จริง ๆ แล้วก็ไม่ผิดอะไร หากพวกเราจะไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอาคารเหล่านี้ เพราะบรรพบุรุษของเราไม่เคยต้องผจญกับสภาพภูมิอากาศอันโหดร้ายแบบนั้น ก็เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนที่จะใช้ Evaporative Cooling หรือ Greenhouse Effect อย่างของเขา แต่คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วทำไม ? ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงทางด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างของเขากับของเรา จึงกลับนำพาให้รูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันในประเทศร้อนชื้นแบบเราไปใกล้เคียงกันกับสถาปัตยกรรมเมืองหนาวของเขาเหล่านั้น ทำไมเราใช้ Greenhouse Effect ด้วยตึกกระจกในบ้านเรา ทำไมเราจึงมี Evaporative Cooling เป็นบ่อน้ำพุภายในตัวอาคาร ทำไมเยอรมันที่เป็นเมืองหนาว กำลังขายกระจกให้ประเทศเมืองร้อนได้อย่างเมามัน ใครจะเป็นผู้ตอบ? ถ้าไม่ใช่พวกเราเองเหล่าสถาปนิกไทย หรือเราจะรอให้คนในวิชาชีพใกล้เคียงกับเรามาเขียนต่อว่าเราในวารสารอาษาของเราเอง หรือว่าจะรอให้วิศวกรมาออกกฎหมาย OTTV เพื่อบังคับให้เราออกแบบตามมาตรฐานของเขาอย่างนั้นหรือไม่ ?

picture3 

มาถึงจุดนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ผู้เขียนเป็นใคร ไหนลองมาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของไทยด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ดูบ้างไหม ผู้เขียนคงจะต้องถามกลับว่ามีสถาปนิกไทยสักกี่คนที่เคยตั้งคำถามขึ้นมาก่อนว่า ทำไมสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของไทย จึงก่อกำเนิดรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น 2 รูปแบบที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “เรือนไทย” ที่สร้างด้วยไม้โปร่งเบา และ “โบสถ์ไทย” ที่สร้างด้วยผนังก่ออิฐทึบตันหนาถึง 80 เซนติเมตร โดยอาคารทั้งสองรูปแบบนี้ ต่างเป็นการออกแบบที่ใช้ภูมิปัญญาทางวิทยาศาสตร์ให้มีความสอดคล้องกับสภาพอากาศของไทยอย่างดีเยี่ยม ผู้เขียนจะขอกลับมาเขียนอธิบายนำเสนอในเรื่องนี้คราวหน้า ทั้งนี้เพราะเท่าที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งหมดนี้ก็อาจทำให้เหล่าสถาปนิกต่างพากันหลับไปหมดแล้ว เพราะนึกว่ากำลังฟังพระธรรมเทศนา แต่เมื่อใดที่ผู้เขียนเริ่มกล่าวถึงคำว่า photovoltaic panels หรือ double façade หรือกระจก low-e หรือ polyurethane foam ทุกคนก็จะตื่นขึ้นจากภวังค์ เพราะคิดว่าผู้เขียนกำลังให้เลขเด็ด กำลังปลุกเสกเหรียญจตุคาม หรือบอกวิธีเสดาะเคราะห์ให้ทำตาม เพื่อที่ทุกคนก็จะได้กลับบ้านอย่างมีความสุข หรือรู้สึก “อิ่มบุญ” นั่นเอง หากสถาปนิกเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาคารเป็นแก่นของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น เป็น “พุทธศาสตร์” มิใช่ “ไสยศาสตร์” เราคงไม่ต้องมีคำว่า “Climate-responsive architecture” ให้ซ้ำซ้อนยืดยาว และเข้าใจผิดว่ามี architecture บางประเภทที่ไม่ต้อง responsive กับ climate ทั้งๆ ที่ คำว่า “สถาปัตยกรรม” คืองานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่โลกและมวลมนุษยชาติ ซึ่งครอบคลุมการอยู่สบาย สอดคล้องกับสภาพอากาศ การประหยัดพลังงาน-ทรัพยากร และรักษาสิ่งแวดล้อม (และ…..ต่อสู้ภาวะโลกร้อน…อีกแล้ว) “สถาปัตยกรรม” คำเดียวสั้น ๆ นี้ ก็คงจะกินความหมายถึงการสร้างสิ่งดี ๆ ได้ทั้งหมด และการเรียนการสอนในวิชาที่เกี่ยวกับ Building & Environmental Technology ก็ “ไม่จำเป็น” และ “ไม่ควร” อย่างยิ่งที่จะเป็นรายวิชาขั้นสูงระดับ advanced ที่ต้องเรียนในระดับความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สูงไปกว่าขั้นปริญญาตรีเลย เพราะเนื้อหาทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับเกณฑ์และแนวคิด (Criteria and concept) รวมทั้งมูลฐานการออกแบบ (Design Fundamentals) ของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่ “สถาปนิกทุกคนต้องรู้” เพื่อที่จะไม่ถูกล่อลวงให้หลงเมามัวกับเปลือกประดับของคำว่า Building Technology อีกต่อไป….สาธุ

picture4 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a comment »

Green Architecture: the Sustainability Challenge # 2

การประเมิน Green buildings

หน่วยงาน BRE (Building Research Establishment) ในประเทศอังกฤษ ได้เสนอ 3 ชุดของเกณฑ์การประเมินผลอาคารสีเขียวดังจะกล่าวต่อไป โดยอาคารที่ผ่านเกณฑ์นี้จะส่งผลทางบวกแก่เจ้าของอาคารในแง่ต่างๆ เช่น 1) การส่งเสริมภาพพจน์ขององค์กร 2) การสร้างจุดขาย 3) ความยั่งยืน Sustainability สำหรับประเทศไทยก็กำลังมีการวางแผนการให้ “ดาว” แก่อาคารที่สามารถเข้าข่าย อาคารสีเขียว แต่ในขณะนี้จะเน้นไปทางด้านการลดการใช้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด เกณฑ์ของ BRE จะแบ่งการประเมินเพื่อให้คะแนนตามหัวข้อต่อไปนี้

1) Global evaluation

 • อัตราการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงาน (CO2 emission) จากโรงงานผลิตไฟฟ้า
 • ฝนกรด (Acid rain) จากการใช้พลังงานและการปล่อยของเสียสู่บรรยากาศโลก
 • การทำลายโอโซน (โดยสาร CFC ในเครื่องปรับอากาศ)
 • การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการรีไซเคิล
 • การใช้วัสดุที่ไม่ต้องนำไปทำลายเมื่อใช้แล้วเสร็จ
 • ความคงทนของวัสดุก่อสร้าง (Longevity)

2) Local evaluation

 • ระยะทางและความยากลำบากในการขนส่งวัตถุดิบ (มีผลโดยตรงกับ Embodied energy)
 • การจัดการทรัพยากรน้ำ (Water resource management)
 • การจัดการเสียงรบกวน (Noise)
 • การประยุกต์ใช้ลมธรรมชาติ (Wind force)
 • การบังแดดจากสิ่งแวดล้อม (Shading)
 • การใช้ประโยชน์จากอาคารดั้งเดิมอย่างเต็มที่ (Reuse of existing buildings)

3) Interior evaluation

 • ปริมาณการใช้วัสดุเป็นพิษและอันตราย (Toxic & dangerous materials)
 • ประสิทธิภาพการใช้แสงธรรมชาติ (Daylighting)
 • ประสิทธิภาพการใช้แสงประดิษฐ์ (Artificial lighting)
 • สภาวะน่าสบาย (Thermal comfort)
 • ประสิทธิภาพการระบายอากาศ (Ventilation)

ผลกระทบต่อวิชาชีพการออกแบบก่อสร้าง

ผลกระทบต่อวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบก่อสร้างอาคารอย่างเห็นได้ชัดก็คือผู้ที่มีเงินและเทคโนโลยีที่สูงกว่าจะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันทางวิชาชีพ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูงจะได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการประเมินผลและให้ “ดาว”  แก่อาคารแต่ละหลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าและรายได้ของอาคาร   วิชาชีพสถาปนิกและวิศวกรจะต้องปรับตัวเพื่อให้เป็น Knowledge-based มากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากความรู้และประสบการณ์การออกแบบ green buildings ของทั้งสองวิชาชีพยังไม่เพียงพอต่อมาตรฐานความต้องการที่สูงขึ้นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จึงได้เกิดวิชาชีพใหม่ๆที่รับเป็นที่ปรึกษาการออกแบบ green buildings ในขั้นตอนย่อยๆ เช่น นักออกแบบเปลือกอาคาร (Facade designer) นักจำลองอาคาร (Building simulator) สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ค่าบริการวิชาชีพออกแบบอาคารในอนาคตจะไม่ขึ้นอยู่กับค่าก่อสร้างอาคารเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอาคารในด้านต่างๆ สถาปนิกและวิศวกรที่สามารถออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น ที่จะอยู่รอดในสังคมการแข่งขันทางวิชาชีพที่รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งหากสถาปนิกไม่สามารถทำให้ตนเองรอบรู้ได้ ส่วนแบ่งจากค่าบริการวิชาชีพก็จะถูกหารโดยผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ

ตัวอย่างแบบประเมินอาคาร LEED

การที่จะนำคำว่า Green buildings ไปเป็นจุดขายเพื่อแสวงผลประโยชน์ทางการตลาดในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สมัครเข้ารับการช่วยเหลือจากภาครัฐหรือองค์การนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าโครงการที่กำลังออกแบบก่อสร้างนั้น ๆ เป็นอาคารสีเขียว การที่จะพิสูจน์ยืนยันว่าโครงการต่าง ๆ นั้นได้รับการออกแบบให้เป็น Green buildings อย่างถูกวิธี จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเป็นมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการให้คะแนนตามรายการ (Checklist) หรือเรียกว่าแบบประเมินอาคาร ซึ่งปัจจุบัน ทั่วโลกได้พัฒนาแบบประเมินของตนเองออกมา เช่นในประเทศอังกฤษ ได้มีการพัฒนาแบบประเมินอาคารสีเขียวเรียกว่า BREEAM (Building Research Establishment’s Environmental Assessment Method)  หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีหน่วยงาน The U.S. Green Building Council (USGBC) ได้พัฒนาแบบประเมินอาคารที่เรียกว่า LEED หรือ Leadership in Energy & Environmental Design ซึ่งได้แยกเกณฑ์การให้คะแนนเป็นข้อ ๆ ดังนี้ โดยอาคารที่ผ่านเกณฑ์แต่ละข้อก็จะได้คะแนนสะสม จนได้คะแนนรวมเพื่อเสมือนที่จะให้ “ดาว” แก่อาคาร เป็นดาวเงิน ดาวทอง หรือดาว platinum

1) Sustainable Site (14 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การเลือกสถานที่ตั้งโครงการที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ที่เป็นแหล่งธรรมชาติเดิม ซึ่งหากใช้สถานที่เดิมที่เคยทำการก่อสร้างแล้ว ก็จะได้คะแนนในหัวข้อนี้มาก นอกจากนี้การให้คะแนนในหัวข้อนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการพยายามรักษาหน้าดินเดิม การป้องกันการกัดกร่อนของหน้าดิน การจัดการระบบระบายน้ำฝน การลดมลภาวะทางด้านแสงสว่างรบกวนสู่สภาพแวดล้อมข้างเคียงในเวลากลางคืน การเลือกสถานที่ตั้งที่การคมนาคมขนส่งมวลชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อประหยัดพลังงานจากการใช้น้ำมัน หรือรถยนต์ส่วนตัว การมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดภาวะเกาะร้อน (Heat Island)
 
 • Erosion & Sedimentation Control (Required)
 • Site Selection
 • Development Density
 • Brownfield Redevelopment
 • Alternative Transportation
 • Reduced Site Disturbance
 • Stormwater Management
 • Heat Island Effect
 • Light Pollution Reduction

2) Water Efficiency (5 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ไม่สิ้นเปลืองน้ำเพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ ซึ่งยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำเสียจากโครงการ

 • Water Efficient Landscaping
 • Innovative Wastewater Technology
 • Water Use Reduction

3) Energy and Atmosphere (17 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม ทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของอาคารจะต้องมีแผนการจัดการพลังงาน และแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์งานระบบอาคารอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ รวมทั้งการตรวจวัดการใช้พลังงานของอาคาร (Measurement & Verification) นอกจากการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น การจัดการอาคารภายหลังอาคารได้รับการเปิดใช้งานแล้ว ก็จัดเป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการรักษาบรรยากาศโลก หัวข้อนี้ยังจัดให้คะแนนแก่การออกแบบที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ที่พบว่าทำให้เกิดรูโหว่ของโอโซนชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วย

 • Fundamental Building Systems Commissioning (Required)
 • Minimum Energy Performance (Required)
 • CFC Reduction in HVAC&R Equipment (Required)
 • Optimized Energy Performance
 • Renewable Energy
 • Additional Commissioning
 • Ozone Depletion
 • Measurement & Verification
 • Green Power

4) Materials and Resources (13 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นวัสดุที่มาจากแหล่งที่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม โดยหลักการทั่วไป มักจะได้แก่วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุก่อสร้างพื้นถิ่นที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่าพลังงานในการขนส่งมาจากแหล่งอื่น รวมทั้งการวางแผนจัดการขยะจากการก่อสร้างอาคารอีกด้วย

 • Storage & Collection of Recyclables (Required)
 • Building Reuse
 • Construction Waste Management
 • Resource Reuse
 • Recycled Content
 • Local / Regional Materials
 • Rapidly Renewable Materials
 • Certified Wood

5) Indoor Environmental Quality (15 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการให้อาคารมีสภาวะแวดล้อมภายในที่น่าสบาย ปลอดสารพิษ โดยวิธีการใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่เหมาะสม การจัดให้มีการระบายอากาศที่เพียงพอ การได้รับแสงสว่างธรรมชาติ รวมถึงการจัดการบริหารอาคารและการทำความสะอาดอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ โดยมีหัวข้อที่ให้คะแนนดังนี้

 • Minimum IAQ Performance (Required)
 • การควบคุมควันบุหรี่ (Environmental Tobacco Smoke Control (Required))
 • การตรวจจับปริมาณความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide (CO2) Monitoring)
 • ประสิทธิผลของการระบายอากาศ (Ventilation Effectiveness)
 • แผนการก่อสร้างที่มีการจัดการคุณภาพอากาศภายใน (Construction IAQ Management Plan)
 • การใช้วัสดุอาคารที่มีการปล่อยสารเคมี หรือสารพิษต่าง ๆ (Low-Emitting Materials)
 • การควบคุมสารเคมีและสารมลพิษภายใน (Indoor Chemical & Pollutant Source Control)
 • การควบคุมระบบอาคาร (Controllability of Systems)
 • สภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ (Thermal Comfort)
 • การให้แสงสว่างธรรมชาติและทิวทัศน์ (Daylight & Views)

6) Innovation and Design Process (5 คะแนน)

ในหัวข้อนี้จะเน้นที่การออกแบบส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ผู้ออกแบบอาคารสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปมักจะได้แก่องค์ประกอบการออกแบบพิเศษที่มีลักษณะนอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปที่กำหนดไว้ในข้อ 1-5 ทั้งนี้แบบประเมิน LEED ยังได้ให้คะแนนพิเศษแก่โครงการที่มีผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ได้การรับรองว่ามีความสามารถที่จะเสนอแนะแนวทางการออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับแนวทางของ LEED อีกด้วย

 • ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง (LEED Accredited Professional)
 • นวัตกรรมในการออกแบบ (Innovation in Design)

คะแนนเต็มมีทั้งสิ้น 69 คะแนน ซึ่งเมื่อรวมคะแนนทั้งหมดแล้ว หากได้คะแนนรวม 26-32 คะแนน จะได้ระดับ “Certified” ถ้าได้คะแนน 33-38 คะแนน จะได้ระดับ “Silver” ถ้าได้คะแนน 39-51 จะได้ระดับ “Gold” และถ้าได้คะแนน 52-69 จะได้ระดับ “Platinum” ผลที่ได้นี้จะเป็นแรงจูงใจให้มีการคิดค้น ออกแบบ และก่อสร้าง Green buildings กันมากขึ้น โดยทั้งนี้จะมีหน่วยงานของภาครัฐให้การสนับสนุนต่อไป สำหรับประเทศไทย ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแบบประเมินอาคารประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โดยคณะผู้วิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยพลังงาน) ทำการศึกษาและออกแบบวิธีการประเมินอาคารสีเขียวในแนวทางที่คล้ายกันกับ LEED โดยในขั้นต้นได้เรียกชื่อว่า TEEAM (Thailand Energy and Environmental Assessment Method) ซึ่งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินอาคารที่จะเข้าข่ายที่จะได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ยอมรับในวงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นในไม่ช้านี้ 

TEEAM

TEEAM เป็นแบบประเมินรูปแบบเดียวกันกับ LEED แต่ได้ถูกพัฒนาสำหรับใช้กับประเทศไทย ซึ่งแบ่งประเภทอาคารตามลักษณะการใช้สอยเป็นอาคารพักอาศัย และอาคารเพื่อการพาณิชย์ TEEAM มุ่งเน้นที่การออกแบบตัวอาคารและสภาพแวดล้อมอาคารที่จะส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบแก่สิ่งแวดล้อม TEEAM เป็นผลผลิตจากงานวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยจากหลายสถาบันการศึกษาดังนี้
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หัวหน้าโครงการ)
 • คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
 • คณะพลังงานและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกเหนือจากผู้วิจัยดังกล่าวแล้ว TEEAM ยังผ่านการประชุมระดมความคิดเห็นและปรับปรุงจากการประชุมร่วมจากคณะผู้เชี่ยวชาญจากที่ต่าง ๆ อาทิ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง รวมทั้งองค์กรเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของการออกแบบอาคารเพื่อการประหยัดพลังงาน TEEAM ได้กำหนดการให้คะแนนตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้งโครงการที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้โดยสะดวก การออกแบบผังบริเวณและภูมิสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความร้อนโดยรอบอาคารแต่ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำในการบำรุงรักษาต้นไม้ ทางด้านตัวอาคาร TEEAM กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของการติดตั้งฉนวนกันความร้อนในเปลือกอาคาร หลังคา ผนังทึบและกระจกหน้าต่าง โดยอ้างอิงกับกฎหมาย OTTV และ RTTV ของประเทศไทยตั้งแต่เดิม สำหรับระบบอาคารอันได้แก่ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และระบบสุขาภิบาล TEEAM ก็ได้มีการกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพขั้นต่ำที่สูงกว่ามาตรฐานการออกแบบทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้มีการเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TEEAM ยังสนับสนุนให้มีการใช้นวัตกรรมและกลยุทธ์พิเศษในการออกแบบอาคารเพื่อที่จะได้คะแนนพิเศษทางด้าน Innovation เช่นเดียวกับ LEED ด้วย โดยคะแนนเต็มมีทั้งสิ้น 100 คะแนน หากได้คะแนนในระดับ 70-75 คะแนนขึ้นไป ก็จะได้ผลการประเมินระดับดีเด่น
ในการผลักดันให้เกิดการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาโลกร้อน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมให้มีการออกแบบก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของ TEEAM โดยจะมีการส่งคณะผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการเข้าไปช่วยให้คำแนะนำให้ความรู้แก่สถาปนิกในการออกแบบอาคารสีเขียวและทำการประเมินผลการออกแบบ โครงการที่ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์ขั้นต่าง ๆ (ผ่าน ดี ดีมาก หรือดีเด่น) จะได้รับการลงข่าวประกาศตามสื่อต่าง ๆ พร้อมกับใบรับรองว่าเป็นอาคารสีเขียวเป็นตัวอย่างให้แก่โครงการอื่น ๆ ซึ่งจะมีผลดีต่อการขายโครงการต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติมของ TEEAM รวมทั้งคู่มือการใช้และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทสรุปสำหรับสถาปนิกไทย

ที่กล่าวมาเกี่ยวกับความเป็นมาและข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของสถาปัตยกรรมสีเขียวนี้ จะเห็นว่าการจะเริ่มมีอาคารสีเขียวเกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องได้รับการร่วมมือสนับสนุนจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งผู้ออกแบบ ผู้ประกอบการ และภาครัฐ รวมทั้งต้องมีกลไกในการส่งเสริมและเกณฑ์ในการประเมินผล สำหรับสถาปนิกผู้ออกแบบ การริเริ่มออกแบบอาคารสีเขียวคงจะต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ว่าจะมีผลอย่างไรต่อการกำหนดแนวทางการออกแบบให้สอดคล้องกัน โดยศึกษาตัวอย่างจากการออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Vernacular Architecture) ที่มีอยู่แต่เดิมอย่างพินิจพิจารณาว่าบรรพบุรุษได้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาให้อาคารอยู่สบายได้อย่างไรในสภาพอากาศแบบต่าง ๆ ซึ่งองค์ความรู้ที่มีมักจะไม่ปรากฏเป็นตำราคู่มือการออกแบบที่ชัดเจน แต่กลับแอบแฝงอยู่ทุกหนทุกแห่ง สถาปนิกจะต้องมีความรู้ในหลาย ๆ ด้านอย่างเพียงพอที่จะสามารถ “เข้าถึง” และ ”เก็บเกี่ยว” ภูมิปัญญาเหล่านั้นมาใช้ได้ และต้องนำมาใช้อย่างชาญฉลาด ตอบสนองต่อเทคโนโลยีการก่อสร้างและบริบทของปัจจุบัน Frank Gehry เคยกล่าวไว้ในภาพยนตร์ของเขาว่า “Everything has been done before, but what got change is technology (Sketches of Frank Gehry; the Movies)” ฉะนั้นสถาปนิกต้องศึกษาความรู้เทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของวิชาชีพอื่นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจะเข้ามาเชื่อมโยงกันในที่สุด อย่างไรก็ตาม จะต้องรำลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการได้มาซึ่งสถาปัตยกรรมสีเขียว แต่แท้จริงแล้วคือการผสมผสานแนวคิดอนุรักษ์นิยมเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราทุกคนต้องตระหนักว่าปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาที่ทุกคนในโลกใบเดียวกันนี้ต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โปรดอย่าเกี่ยงกันเพื่อการทำความเย็นและความสะอาดให้แก่โลกใบนี้อีกเลย

เอกสารอ้างอิง

อรรจน์ เศรษฐบุตร 2549. สถาปัตยกรรมยั่งยืน และนิเวศวิทยาคาร เอกสารประกอบการสอน วิชาเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อม 1 ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Behling S. and Behling, S. 1996. Sol Power: The Evolution of Solar Architecture. New York: Prestel.

Daniels, K. 1995. Technology of Ecological Buildings.
Olgyay, V. 1961. Design With Climate: Bioclimatic Approach to Architectural Regionalism. New Jersey: Princeton University Press.

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a comment »

Green Architecture: The Sustainability Challenge # 1

บทความนี้ได้เขียนขึ้นเพื่อนำเสนอแนวความคิดเบื้องต้นและสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “สถาปัตยกรรมสีเขียว” เนื่องในโอกาสที่สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยฝ่ายวิชาการ ได้จัดการบรรยายพิเศษเรื่อง Green Architecture: the Sustainability Challenge โดยความสนับสนุนจากบริษัท BlueScope Steel (ประเทศไทย) ซึ่งมีวิทยากรรับเชิญคือ Professor Ken Maher จากมหาวิทยาลัยนิวเซาส์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทออกแบบ Hassell และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมฯ และอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งการบรรยายดังกล่าวนี้ ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร มีสมาชิกสมาคม ฯ และผู้สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายกว่า 400 ท่าน
สถาปัตยกรรมสีเขียวเป็นผลผลิตจากกระแสความคิดใหม่ในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมยั่งยืน (Sustainable Architecture) ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่เกิน 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่แนวทางการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานด้วยวิธี Passive Design ในยุโรปและอเมริกาไม่ประสบความสำเร็จ กระแสความคิดของสถาปัตยกรรมสีเขียวเกิดขึ้นได้ มิใช่เพราะการขาดแคลนพลังงานแต่เป็นเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่นปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ปรากฎการณ์หลุมโอโซน (Ozone Hole) เกาะความร้อน (Urban Heat Island) ฝนกรด (Acid Rain) การทำลายป่า (Deforestation) รวมทั้งการแพร่กระจายของโรคติดต่ออันเกิดจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป (Climate Change) ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าการบริโภคพลังงานจากแหล่งพลังงานดั้งเดิมเช่นถ่านหิน หรือน้ำมันดิบ ก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลก และก๊าซนี้จะทำให้ความร้อนจากผิวโลกไม่สามารถแผ่รังสีกลับสู่อวกาศได้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ปัญหาโลกร้อนจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกสารพัด โดยเฉพาะภาคการเกษตร ในประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงมาก จะเห็นว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่กว้างและซับซ้อนเกินกว่าวิชาความรู้แขนงใดแขนงหนึ่งจะเข้าแก้ไขได้  ดังนั้นการสร้างสถาปัตยกรรมสีเขียว จึงต้องอาศัยบูรณาการของวิชาความรู้ทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์อาคาร (Building Science) การวางผังเมือง การบริหารการก่อสร้าง โดยกรอบความคิดของสถาปัตยกรรมสีเขียวก็คือประโยคง่ายๆที่ทุกคนมักจะพูด –“Human beings should live in harmony with nature” แล้วสถาปัตยกรรมในประเทศเกษตรกรรม ที่ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีน้ำมันอย่างประเทศไทย จะทำอย่างไรกัน? ใครจะเป็นผู้เริ่มต้น? รัฐบาล? ผู้ประกอบการ? สถาปนิก? หรือวิศวกร? 
ทางด้านอาคารสิ่งปลูกสร้าง ได้เกิดกระแสของสถาปัตยกรรมยั่งยืน (Sustainable Architecture) ขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “Embodied Energy” ที่มีการคำนึงถึงการใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่ใช้พลังงานน้อย ทั้งในแง่การผลิต (Production) การก่อสร้าง (Construction) และการย่อยสลาย (Disposition) แต่อย่างไรก็ดี Embodied energy มีสัดส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับพลังงานที่อาคารใช้ตลอดช่วงอายุการใช้งาน และนอกจากนี้คำว่า “สถาปัตยกรรมยั่งยืน” ก็มีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และมีความขัดแย้งในตัวเองว่าสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นต่างก็ไม่มีความยั่งยืนทั้งนั้น แต่หรือถ้ามี ก็ควรจะมีความยั่งยืนเพียงใด
ดังนั้นจึงเกิดคำว่า อาคารสีเขียว ขึ้นโดยได้นำเอาเรื่อง “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” (Appropriate Technology) และแนวคิดการออกแบบ Passive Design (ทั้ง Passive Cooling และ Passive Solar Heating) ในสมัย 1970 เข้ามาประกอบด้วยอย่างชัดเจน โดยความหมายของ อาคารสีเขียวนี้ ก็คือ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้อาคารสามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติ (แสงแดด, ลม, ดิน, น้ำ, พืชพันธ์, สัตว์) ด้วยวิธี Passive อย่างเต็มที่และใช้วิธี Active เท่าที่จำเป็น” (Daniels, K. 1995)
ถ้าหากจะมองหลักการของ Passive design ในสมัยทศวรรษที่ 70 ที่เทคโนโลยีอาคารยังไม่เจริญนัก ให้เป็นแม่แบบของอาคารสีเขียว จะพบว่าการออกแบบให้ตอบรับกับสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบายยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบอาคารสีเขียว เพียงแต่เป้าหมายมิใช่เพียงแค่การลดการใช้พลังงานอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  เป้าหมายของอาคารสีเขียวที่เพิ่มมาก็คือการผสมผสานองค์ความรู้จาก Passive design เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของศตวรรษที่ 20 ในการที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานธรรมชาติที่สะอาด และไม่มีวันหมดโดยตรง  ในอีกความหมายหนึ่งก็คืออาคารสีเขียวจะไม่พยายามเสนอแนะการลดการใช้พลังงานหากพลังงานนั้นมีความจำเป็นต่อการผลิตหรือการอยู่อาศัยของมนุษย์ แต่จะเสนอแนะให้อาคารใช้พลังงานจากแหล่งที่สะอาด และไม่มีวันหมดไป (renewable energy) ซึ่งในเบื้องต้น อาคารสีเขียวจึงจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนหลักดังต่อไปนี้
 
1) ความสอดคล้องกับสภาพอากาศ
กฎเกณฑ์ข้อแรกของคำว่า “สถาปัตยกรรม” ที่สถาปนิกอาชีพล้วนได้เคยศึกษาเล่าเรียนมาจากโรงเรียน ล้วนจะต้องประกอบด้วยการออกแบบให้ตอบสนองต่อสภาพอากาศ (Climate Responsiveness) การสอดคล้องกับสภาพอากาศหมายถึงการออกแบบจัดวางพื้นที่ใช้สอยอาคาร ตามทิศทางแดด ทิศทางลมธรรมชาติ และการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างตกแต่งที่ทำให้ “อาคาร” น่าสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่ชื้น ไม่แห้งเกินไป ก่อนที่จะเริ่มอาศัยเครื่องจักรกลที่บริโภคพลังงาน ซึ่งหมายถึงการออกแบบ Passive Design นั่นเอง ซึ่งปัจจุบัน หลักการออกแบบให้ตอบสนองต่อสภาพอากาศในโรงเรียนสถาปัตยกรรมในประเทศไทย อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพียงการเรียนการสอนเพื่อให้รู้และท่องจำทฤษฎีเท่านั้น ยังไม่ได้เน้นในวิชาปฏิบัติการออกแบบเท่าใดนัก สาเหตุส่วนหนึ่งคือการที่ทั้งอาจารย์และนักศึกษา สถาปัตย์ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาตร์อย่างเพียงพอที่จะเข้าใจวิธีการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพอากาศนั่นเอง
 2) ความน่าสบาย
มีหลายครั้งที่ความพยายามประหยัดพลังงานอย่างไม่อาศัยสติปัญญา คือการงดใช้พลังงานทั้งทีจำเป็นต้องใช้ ซึ่งพบได้ทั่วไปในหน่วยงานราชการของรัฐ ก่อผลเสียตามมาที่ทำให้อาคารไม่น่าสบาย ร้อนเกินไป หนาวเกินไป แสงสว่างไม่เพียงพอ เสียงดังรบกวน หรือคุณภาพอากาศภายในไม่สะอาดบริสุทธิ์ นอกจากจะก่อให้เกิดผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักศึกษา แล้วยังมีผลเสียทางเศรษฐกิจจากการที่อาคารและอุปกรณ์อาคารมิได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ตามที่ได้ลงทุนก่อสร้างสูญเสียทรัพยากรลงไปตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมสีเขียวจึงต้องกำหนดให้อาคารมีการรักษาสภาวะน่าสบายของมนุษย์ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้
 ·สภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ (Thermal comfort)
 ·แสงสว่าง (Visual/lighting comfort)
 ·เสียง (Acoustical comfort)
 ·คุณภาพอากาศภายใน (Indoor air quality: IAQ)
3) การใช้พลังงานธรรมชาติ
นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้อาคารบ้านเรือนเลือกใช้พลังงานจากแหล่งน้ำมันดิบที่ทำลายสภาพแวดล้อมดังกล่าวแล้ว สถาปัตยกรรมสีเขียวจึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำพลังงานจากธรรมชาติแหล่งอื่น ๆ มาแทนที่พลังงานสกปรก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว พลังงานจากดวงอาทิตย์จำนวนมหาศาลได้เข้ามาสะสมบนโลก และรอให้ถูกนำมาใช้เพียงแต่การนำมาใช้อาจจะต้องอาศัยองค์ความรู้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้แหล่งพลังงานที่อาคารสามารถนำมาใช้ได้มักจะเป็นพลังงานที่หาทดแทนได้ (Renewable Energy) ซึ่งจะได้แก่
 ·พลังงานแสงอาทิตย์ (ด้วยการใช้รังสีจากดวงอาทิตย์เพื่อให้ความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้า)
 ·พลังงานจากน้ำ (จากการผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้เป็นแหล่งความร้อน/ความเย็น)
 ·พลังงานจากดิน (จากการสะสมความร้อนในดิน)
 ·พลังงานลม (จากการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยตรงและการเพิ่มสภาวะน่าสบายด้วย ventilation)
 ·พลังงานจากพืชพันธ์ (จากการกันแดดและการระเหยของน้ำเพื่อสร้างความเย็น)
 ·พลังงานจากสัตว์ มูลสัตว์ (จากการสร้างพลังงานชีวมวล–Biomass)
…ต่อตอนต่อไป…
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
Chairman of Green Building Program,
The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

Leave a comment »

Living Green # 2: So what is the ‘Real’ Green?

 

            Over the past couple of years, I have received more than dozens of free cotton bags from almost every organization I have visited. I just wonder if we have really succeeded in reducing the use of plastic bags. Maybe not. Why? Is it because we perceive green revolution only as a movement of ‘business as usual’? Or, is the cotton bag phenomenon just an act of CSR (i.e., Corporate Social Responsibility)? Doesn’t the society have enough bags, so it is the responsibility of big corporations to give more shopping bags? I would say that now they have been responsible for us enough. It is time for them to be a little more selfish by charging some money for every plastic bag we use at supermarkets. If they do, I will not complain, instead, I will be more than happy to bring my cotton bags every time I go shopping.

 

No matter what funny things big corporations are doing to save the planet, at least, thanks to Mr. Al Gore who told us that global warming is a real threat, and everybody, rich or poor, should help with any means they have. One point that Gore has mentioned is to green our homes. There is nothing wrong trying to put as many trees as possible in our houses; however, is it really green? I used to say that there are a lot of things we can discuss about green or sustainable development, without mentioning about trees. Just leaving them grow as they want is ‘green’ enough. We will have a lot to discuss as well about not having a lot of trees, but still be really green.

 

If we only define ‘green’ as having lots of trees, it is the same as big corporations trying to save the planet by giving away cotton bags, then there is nothing much to say. If the definition of ‘green’ is to help reduce greenhouse gas emission in the atmosphere, we will have a lot to talk about what else we can do. As an architect, I know that whatever we design, any forms we create, any lines we draw, any materials we use, they will eventually lead to both positive and negative impacts on the environment. Of course, having one good looking building that serves human’s need very well is the positive side of architecture; not yet to mention about cultural identities or milestones of civilization that great architecture have revealed from times to times. However, for bad architecture, they create only negative impact on the environment. If the mother earth sacrifices her limited piece of land and resources for us to build something, we should use it wisely to create a building which does not give poison back to the Mother Nature. So, here we have another definition of green architecture—“not poisonous to the Mother Nature”. The earth has its marvelous mechanism that cleans all our dirtiness, only recently does this engine has reached it full capacity, it can’t take our pollutions any more!!!

 

So, how architecture could pollute the nature? Just looking at how a building is built, we will be astonished to know how much natural resources are put into constructing a building. If we had built only for our sufficient need, we would have never polluted our planet. The amount of excess carbon we dug out from underneath would have been contained by the natural mechanism, not floating to the sky and causing global warming like this. Therefore, if we need to build more, why don’t we limit the amount of new carbon we dig up from the earth, so that we don’t have to worry about how to manage it? The answer for this is to ‘reuse’ and ‘recycle’ what we build as much as possible. In the same manner, we should design and build in a way that everything from our buildings can be later reused and recycled. William McDonough, an architect based in U.S.A. explains this through his well known concept of ‘From Cradle to Cradle’ or others will say it as ‘Zero Carbon Emission’ design, of which extra carbon will not spread into the earth atmosphere.  Now we have another definition of green architecture—Reused, Recycled, and Recyclable Building Materials.

 

    Here we understand more about the ‘real’ green– not poisoning to the earth. However, if we try that hard when we build a new building, why don’t we maintain it through its lifecycle? Using recycled materials not only reduce the generation of new carbon, but also help cut down the energy used for production of materials and construction of building (i.e., known as embody energy). What is left to do is to cut down the energy used to operate our buildings as well, or try to use clean energy as much as we can. Therefore, one of the most important features of being green is energy efficiency. It has been talked for many years, but the outcome is still far away from success. Compared with recycling; that is only technically difficult, and growing more trees –which everyone would be happy to do, energy conservation is the most difficult one since it concerns changes of old habit. Even though, knowledge and technology are available, but it is the people who are not ready to change. Unless we can seriously reduce our energy consumption, any ‘going green’ commercial campaigns (e.g., cotton bags) will lead us to nowhere near the ‘real’ green. We will have a lot to discuss later about ‘green’ features and energy efficiency in buildings, but for now, at least we have come closer to the ‘real’ definition of green buildings.  

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร

Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.

Faculty of Architecture, Chulalongkorn University

Chairman of Green Building Board. The Association of Siamese Architects under Royal Patronage.

Leave a comment »

Living Green # 1: Not Green Enough?

 

           Dated back decades ago, building green did mean providing our built environment with lots of trees and greenery. Major constructions in town were enforced by law to have enough open space with more reserved vegetated area. Housing projects have placed their selling points on having extra green space. Many even put themselves on pieces of land far away from the city so as to acquire cheaper lands for green area; as far away as no other construction projects or developments can reach. Clean air and quiet environment in the outskirt of Bangkok was something people who could not tolerate downtown congestion were looking for. The word ‘commuter’ was used to describe middle-class people who can afford cars and gasoline. Of course, as far as expressways can go, real estate developments would go after, and their customers would be happy to commute if cost of transportation can be traded off by clean air and more trees.

 

            This phenomenon has happened everywhere else in the world. It is called ‘Urban Sprawl’. It is what people are trying to grasp what they think it is green for themselves, not knowing that they are destroying the ‘green-ness’ of everyone else. How many trees have been cut down to pave the way to the suburbs? How many ‘natural’ green has been destroyed and replaced with ‘artificial’ nice-looking green? Who care?, as long as the government can spend our tax money on construction of expressways; local construction workers get paid; building material suppliers sell more; farmers are happy to exchange their farmlands with cell phones and motorcycles for riding to work in factories, etc. This kind of development seems to make everyone happy, so it has been the way for the country for decades.

 

            Today, with erratically soaring price of gasoline along with the effects of urban heat island, it is clear that only the ‘real’ green will save all of us from any consequences of global warming. So now, what is the ‘real’ green? The real green does not mean ‘Greening for Here & Now’, but actually ‘Greening for All & Forever’. This notion seems related to the term ‘sustainability’, the word that is easy to say but difficult to do. We can grow new trees within 10-20 years, but we cannot build a new ecosystem at all. The fact that new suburban residential projects are growing rapidly still does not urge authorities to put more stringent regulations on land development, such as keeping a portion of existing trees or setting the maximum distance from the nearby community services (i.e., to save fuel). In contrary, they set a rule for housing projects to have more green space–usually grass lawn for playground that is difficult to maintain. Some projects try to have trees by moving old trees from somewhere else to put on their empty lands. Trees are viewed as something to help creating green image of housing projects, which is not bad but it is just not good enough. What is really bad is that no new tree is being grown on earth, while existing ecosystems are being destroyed.  

 

            Thanks to the soaring oil price happening recently, the rise of urban sprawl is halted, even not stopped. The cost of commuting 100 kilometers a day to work and back home could cut more than half of the commuter’s household income. Suburban housings are being abandoned because the owners want to buy new homes closed to their workplaces to save gasoline. This situation gave a way to downtown development, especially in the area closed to subway stations. High-rise condominiums are growing at full speed. Many are sold out within a day of opening. For downtown residential projects with more than 79 living units, a new rule has once set that every one ton of air-conditioners used in the project, one tree must be provided. This rule is set by the EIA (Environmental Impact Assessment) committee based on a research showing that one fully grown tree has a cooling capacity equal to one ton of refrigeration (i.e., 12,000 Btu/h). This had caused a lot of headache among condominium developers since a 40-storey condominium would consume thousand tons of cooling, and how could they find such open space to grow thousand trees? How many trees will be moved from its birthplace to downtown in order to pass the ridiculous law based on suspicious research findings? Fortunately, this rule has been lifted off already; otherwise, we would see another law that cannot be enforced effectively. This leads to a lot more questions, for example, why don’t we limit the need for cooling in those condominiums by putting more serious building energy codes?

 

              So, do you see how ‘green’ is misconceived by authority, developers and customers? Of course, trees are green, but it is not ‘green’ enough if we think of them only as an image of doing business, rather than looking at their fundamental existence as a life form in the ecosystem. Actually, there are a lot of things we can discuss about green or sustainable development, without mentioning about trees. Just leaving them grow as they want is ‘green’ enough.  

 

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร

Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.

Faculty of Architecture, Chulalongkorn University

Chairman of Green Building Board, the Association of Siamese Architects

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a comment »

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Comments (1) »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.